This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผิวหนังอักเสบจากแมลงก้นกระดก




อ.พญ.เพ็ญวดี พัฒนปรีชากุล
       ภาควิชาตจวิทยา
       
       **** ไถ่ถามกันเข้ามาถึงแมลงก้นกระดก ว่า ถ้าพบจะทำอย่างไรดี มีคำตอบให้ค่ะ ****
   แมลงก้นกระดก (Paederus fuscipes) หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ “แมลงน้ำกรด” เป็นแมลงขนาดเล็กประมาณ 7-8 มม.ส่วนหัวมีสีดำ ปีกน้ำเงินเข้มขนาดเล็ก และส่วนท้องมีสีส้ม แมลงชนิดนี้มักจะงอส่วนท้ายเมื่อเกาะอยู่กับพื้น จึงมักเรียกว่า “แมลงก้นกระดก” จัดอยู่ใน Genus Paederus, Family Staphylinidae, Order Coleoptera พบกระจายทั่วโลกมากกว่า 600 สปีชีส์ โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น มักอาศัยบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น ชอบออกมาเล่นไฟและแสงสว่างตามบ้านเรือน โดยเฉพาะจะมีมากในช่วงปลายฤดูฝน
       
       แมลงชนิดนี้จะปล่อยสาร Pederin ออกมาทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังของผู้ที่สัมผัสโดน โดยความรุนแรงจะขึ้นกับความเข้มข้นของสาร Pederin ที่สัมผัสโดน ซึ่งอาการจะยังไม่เกิดทันทีที่สัมผัส แต่จะเริ่มเกิดผื่นและอาการแสบ เมื่อผ่านไปประมาณ 24 ชั่วโมง หลังการสัมผัส ต่อมาจะเกิดเป็นผื่นแดงขอบเขตชัดเจน หรือรอยไหม้ลักษณะเป็นทางยาว อันเกิดจากการปัดด้วยมือ บางรายจะเกิดผื่นที่บริเวณซอกรอยพับที่ประกบกัน ร่วมกับตุ่มน้ำพองและตุ่มหนองใน 2-3 วัน ต่อมาผื่นหรือแผลจะตกสะเก็ดและหายเองภายใน 7-10 วัน เมื่อหายแล้วอาจทิ้งรอยดำไว้สักระยะหนึ่ง แต่มักไม่เกิดแผลเป็น นอกจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมที่บริเวณผื่นเดิม ทำให้ผื่นหายช้าลงและอาจลุกลามจนมีโอกาสเกิดแผลเป็นหลังจากผื่นหายแล้วได้ สำหรับในรายที่ผื่นเป็นบริเวณกว้าง อาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดข้อ หรืออาการคลื่นไส้อาเจียนได้ หากเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้ ในบางรายที่มีผื่นที่ใบหน้าและลำคอ อาจเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นงูสวัดได้ ซึ่งแตกต่างกันที่ผื่นจากแมลงก้นกระดกจะไม่มีอาการปวดร้าวตามแนวเส้นประสาทบริเวณตำแหน่งที่เกิดผื่น
       
       เมื่อสัมผัสถูกตัว “แมลงก้นกระดก” แล้ว ให้รีบล้างด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำสบู่ และประคบเย็นในบริเวณที่สัมผัสโดนแมลง สังเกตอาการและการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนัง ถ้าเกิดเพียงรอยแดงเล็กน้อย สามารถหายเองได้ใน 2-3 วัน ไม่จำเป็นต้องทายาใด แต่ถ้าอาการผื่นเป็นมากขึ้น ให้ทาครีมสเตียรอยด์ หรือหากมีตุ่มน้ำพองเป็นบริเวณกว้างหรือแผลไหม้ ควรทำการประคบด้วยน้ำเกลือครั้งละ 5-10 นาที วันละ 3-4 ครั้ง จนแผลแห้ง ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมและยาแอนติฮิสตามีนเพื่อบรรเทาอาการคัน
       
       สำหรับคำแนะนำในการป้องกัน “แมลงก้นกระดก” คือ ไม่ควรจับตัวแมลงมาเล่น หลีกเลี่ยงการปัดหรือบีบตัวแมลงที่มาเกาะตามตัว ควรใช้วิธีเป่าแมลงให้หลุดออกไปเองโดยไม่ต้องจับโดนตัว ก่อนนอนควรปัดที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม ก่อนเพื่อป้องกัน รวมทั้งควรปิดประตูตู้เสื้อผ้า ประตูและหน้าต่างห้องนอนให้มิดชิดทั้งกลางวันและกลางคืน ในช่วงกลางคืนควรเปิดไฟเฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะควรปิดไฟห้องนอน เพราะ “แมลงก้นกระดก” มักชอบออกมาเล่นแสงไฟตามบ้านเรือน
       
       -----------------------------------------------------------
       
       พบกับกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช
       
       • เชิญชวนประชาชนร่วมงานสัปดาห์เภสัชกรรม ครั้งที่ 13 พบ กิจกรรมหลากหลาย อาทิ สาธิตการทำอาหารเพื่อสุขภาพ การบรรยายใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัยและถูกวิธี ฯลฯ ระหว่างวันที่ 25-29 มิ.ย.2555 เวลา 09.00-16.00 น.ณ โถงอาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ รพ.ศิริราช
       
       • คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญ
       แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 150 ปี พระราชสมภพสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ภายใต้แนวคิด “จากพระราชดำริ สู่สุขภาวะสังคมไทย ด้วยการดูแลเชิงสหสาขาวิชา” ระหว่างวันที่ 17-21 ก.ย.2555 ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม/สมัครผ่าน www.sirirajconference.com และสอบถามได้ที่ โทร.0 2419 7680-1, 08 5111 0728


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 20 มิถุนายน 2555 01:55 น.

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เจาะสัก-มั่วเซ็กซ์ ระวัง..ไวรัสตับอักเสบซี



มีผู้คนมากกว่า 350,000 คน เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี 
       4 ล้านคนของผู้ติดเชื้อ HCV อยู่ในทวีปยุโรป 
       และอีก 4 ล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
       1 ใน 12 ของประชากรทั่วโลกติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือซี แบบเรื้อรัง 
       ประเทศไทยพบประมาณร้อยละ 1-5 
       ร้อยละ 5-9 ของผู้ติดเชื้อ HCV 
       อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
       ที่น่ากลัวมากกว่านั้นก็คือ...
       มีการตรวจพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในประเทศไทย...เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 
       Taste ไม่ได้มาขู่หนุ่มสาวที่หลงผิดว่าชีวิตมีไว้ใช้ตักตวงความสุขโดยไม่ต้องดูแล
       แค่ต้องการให้คุณแคร์ชีวิตกันบ้างก็เท่านั้น

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ และรองคณบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และผู้อำนวยการสถาบันโรคระบบทางเดินอาหารและตับ เผยว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี คือ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ติดยาเสพติด รวมถึงติดเชื้อเพราะรับโลหิตที่บริจาคหรือผลิตภัณฑ์เลือดที่ไม่ได้รับการตรวจคัดกรองก่อน, การเจาะหรือการสักซึ่งกำลังเป็นเทรนด์แฟชั่นของกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วย


       แม้ไวรัสตับอักเสบจะไม่ได้ติดต่อกันอย่างง่ายดายผ่านการมีเพศสัมพันธ์ แต่พฤติกรรมทางเพศบางอย่าง อาทิ การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนหรือการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว 
       สำหรับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนมาก มักไม่ได้มีอาการใดๆ ก็ตาม แต่ในบางคน หลังจากติดเชื้อจะแสดงอาการเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงให้เห็นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ มีไข้ (มักเป็นเพียงไข้ต่ำๆ) เมื่อยล้า อ่อนเพลีย, เบื่ออาหาร ปวดท้อง,ปัสสาวะมีสีเข้ม ในบางกรณีอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง, คลื่นไส้และอาเจียน, ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ, สมาธิสั้น, วิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า, อาการปวดข้อ
       ในผู้ป่วยประมาณร้อยละ 80 เชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้พัฒนากลายเป็นแบบเรื้อรัง ซึ่งปกติจะไม่ค่อยแสดงอาการอะไรออกมาให้เห็น อย่างไรก็ตาม ประมาณร้อยละ 20-30 ของผู้ที่ติดเชื้อ HCV จะพัฒนาไปสู่ตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งตับหลังจากมีอาการตับแข็ง ในที่สุด


       ถึงปัจจุบันจะยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันไวรัสตับอักเสบซี แต่การดูแลปฎิบัติตนอย่างถูกต้องก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบแบบเฉียบพลันอย่างรุนแรง อาจต้องเข้ารักษาด้วยยาที่ให้ผลการรักษาได้ดี โดยสามารถกำจัดไวรัสให้หมดไปและไม่กลับเป็นซ้ำอีกหลังหยุดยา คือ การให้ยา 2 ตัวร่วมกัน ประกอบด้วยยาฉีด Pegylated Interferon โดยฉีดสัปดาห์ละครั้ง และยารับประทาน โดยการให้การรักษาเป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ สำหรับไวรัสตับอักเสบซีสายพันธุ์ที่ 2 และ 3 มีโอกาสหายขาดสูงถึงกว่าร้อยละ 80 ในขณะที่สายพันธุ์ที่ 1 และอื่นๆ อาจใช้เวลาประมาณ 48 สัปดาห์ 


       ก่อนคิดจะสัก...ก่อนตัดสินใจจะมั่ว...กลัว “ไวรัสตับอักเสบซี” บ้างก็ดีนะ

FACT!
       <<<โรคตับอักเสบ เป็นภาวะที่เซลล์ตับเกิดการอักเสบ
       <<< เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี
       <<<เป็นไวรัสสองชนิดที่สามารถทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง
       <<<และสามารถพัฒนาจนเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว 
       <<<ร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแบบเฉียบพลัน 
       <<<มีโอกาสพัฒนากลายเป็นแบบเรื้อรังได้
       <<<ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (HCV) แบบเรื้อรังประมาณ 170 ล้านคนทั่วโลก
       <<<ไวรัสตับอักเสบซี แบ่งออกเป็น 6 สายพันธุ์หลัก 
       <<<สายพันธุ์ที่ 1 เป็นสายพันธุ์ที่ยากต่อการรักษาให้หายขาดมากที่สุด และพบบ่อยที่สุด 

  ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
  www.manager.co.th  :   12 มิถุนายน 2555 13:29 น.
  ภาพ : อินเทอร์เน็ต


วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

กาแฟมื้อเที่ยง เพิ่มเสี่ยงเบาหวาน




หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการถือถ้วยกาแฟเย็น ชาเย็น น้ำผลไม้ปั่น (เติมน้ำเชื่อม) หรือน้ำอัดลมในช่วงพักเที่ยงทำให้คุณดูเป็นสาวทำงานผู้มาดมั่นทันสมัยแล้วล่ะก็ วันนี้เรามีอีกหนึ่งความจริงจะมาบอก นั่นก็คือ แก้วเครื่องดื่มในมือนั้นไม่มีประโยชน์ใด ๆ ต่อร่างกาย แถมจะมีโทษเสียอีกด้วย เพราะมันคือตัวการที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้นั่นเอง ตรงกันข้ามกับน้ำเปล่าที่นอกจากจะไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานให้กับคุณแล้ว มันยังไม่มีแคลอรี่ ไม่กลายเป็นส่วนเกินให้กับร่างกายของคุณอีกด้วย
       
       ข้อมูลนี้เป็นงานวิจัยส่งตรงจากสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคเบาหวานสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และยังเป็นประเทศที่ผู้หญิงราว 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 12.6 ล้านคนป่วยด้วยโรคเบาหวาน ซึ่งจากการสำรวจวิถีชีวิตของสาว ๆ 82,902 คนในสหรัฐอเมริกานำโดย ดร. Frank Hu พบว่า ในช่วงเวลา 12 ปีที่ผ่านมานี้ มีถึง 2,700 คนจากจำนวน 82,902 คนกลายเป็นผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานไปแล้ว
       
       โดยพฤติกรรมของสาว ๆ เหล่านี้หนีไม่พ้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เป็นประจำ ซึ่งนักวิจัยยังเผยด้วยว่า หากสาว ๆ เหล่านี้เปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มมาเป็นการดื่มน้ำเปล่า ความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานจะลดลง 7 - 8 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
       
       การศึกษาของ ดร. Hu เผยด้วยว่า เครื่องดื่มประเภทชา หรือกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล หรือสารปรุงแต่งรสหวานนั้นก็อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพได้เช่นกัน แต่สำหรับตัวเลือกที่ดีที่สุดนั้น หนีไม่พ้น "น้ำเปล่า" ที่ไม่มีแคลอรี่ใด ๆ เลยนั่นเอง แต่ถ้าหากน้ำเปล่ามันธรรมดาเกินไป คุณอาจเติมมะนาวฝานเพิ่มความเปรี้ยวนิด ๆ ให้กับตัวเองด้วยก็ได้
       
       งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ใน the American Journal of Clinical Nutrition


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 6 มิถุนายน 2555 11:55 น.





วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อภ.แนะวิธีรับประทานยาเมื่อเป็น โรคกรดไหลย้อน

ภาพประกอบจาก Internet
แนะวิธีรับประทานยาเมื่อเป็น “โรคกรดไหลย้อน” อย่างถูกวิธี ขณะเดียวกัน ควรรักษาสุขภาพ ไม่รับประทานอาหารในแต่ละมื้อมากเกินไป หรืออิ่มแล้วนอน งดของทอด รสจัด เลี่ยงน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม สูบบุหรี่ ดื่มสุรา 
       นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยว่า โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคที่เกิดจากภาวะน้ำย่อยในกระเพาะมีฤทธิ์เป็นกรด จะไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ส่งผลให้มีการระคายเคืองบริเวณลำคอ หรือว่าแสบยอดอก จุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ รวมทั้งบางรายอาจมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน ร่วมด้วย อาการคล้ายๆ กับโรคกระเพาะ ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นโรคกระเพาะ ซึ่งมีสาเหตุมาจากพยาธิสภาพ คือ การทำงานของหูรูดอาหารส่วนล่างที่ต่อจากกระเพาะอาหารมีความผิดปกติ มีลักษณะหย่อนลงไป อาจเกิดเนื่องจากอายุที่มากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพของหูรูดหย่อนไป ส่งผลให้กรดจากกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร บางรายอาจเกิดจากระดับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือมีความสัมพันธ์กับโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือบางรายเกิดจากโรคไส้เลื่อน กระบังลมหย่อน ทำให้เกิดภาวะโรคนี้ขึ้นได้
      
ภาพประกอบจาก Internet
        สำหรับอาการของโรคกรดไหลย้อน ตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วจะมีภาวะเรอเปรี้ยว กรดมีลักษณะขม ทำให้ปากหรือคอรู้สึกขมในบางราย บางรายอาจมีอาการไอเรื้อรัง หรืออาจมีอาการหอบหืดมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวเนื่องมาจากอาการกรดไหลย้อนได้ หากมีอาการดังกล่าวแต่ไม่มาก ควรดูแลพฤติกรรมการบริโภค คือ ไม่ให้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อมากเกินไป ไม่รับประทานอาหารทอด อาหารรสจัด หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา และไม่รับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้วนอนเลย ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกรดไหลย้อนได้มาก ควรจะเว้นระยะอย่างน้อย 3 ชั่วโมงจึงจะเข้านอน ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ รักษาระดับน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนจนเกินไป พักผ่อนมากๆ ไม่ให้เครียด หลีกเลี่ยงการรับประทานชา กาแฟ การดื่มสุรา หรือหากมีอาการจุด แสบยอดอก หรือเสียดท้อง เมื่อมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร
     ผอ.อภ.ได้กล่าวถึงยาที่ใช้ในการรักษาโรคกรดไหลย้อน ว่า ยากลุ่มหลักๆ ได้แก่ ยายับยั้งกลุ่มโปรตอนปั๊ม หรือโปรตอนปั๊มอีดิเตอร์ ยาที่ใช้รักษาภาวะกรดไหลย้อนได้ดีที่สุดชื่อโอเมทโทรโซน ขนาด 20 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1-2 ครั้ง ตามแต่อาการของโรค รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ หรืออาจใช้เวลามากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะกรดไหลย้อนมากหรือเป็นมานานอาจต้องปรับเวลาในการรับประทานเป็นระยะๆ ขึ้นอยู่กับอาการที่มี หรืออาจต้องทานต่อเนื่องมากกว่านั้น
      นอกจากยาในกลุ่มนี้แล้ว ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น ยาเม็ดโทรโพทามาย หรือดอมพาลิโดน ซึ่งยาทั้งสองชนิดนี้ จะต้องรับประทานวันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร ½ ชั่วโมง และทานร่วมกับยากลุ่มโปรตอนปั๊ม จะใช้ได้กับยา 2 กลุ่ม ซึ่งจะต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ แม้จะไม่มีอาการแล้ว เนื่องจากโรคนี้มีสาเหตุมาจากพยาธิสภาพที่หลอดอาหาร ไม่เหมือนกับภาวะที่ท้องอืดธรรมดา หรืออาหารไม่ย่อยซึ่งภาวะเช่นนี้เราทานยาตามอาการได้ แต่โรคกรดไหลย้อนเกี่ยวเนื่องกับอวัยวะภายในด้วย ถ้าไปพบแพทย์ก็ต้องไปตามที่แพทย์นัด ทานยาให้ต่อเนื่องไม่เช่นนั้นโรคอาจกลับมาเป็นใหม่ หรือนำไปสู่ภาวะความเสี่ยงอื่นๆ...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กรดยูริกสูง เสี่ยงสารพัดโรค

กรดยูริกเป็นของเสียที่ร่างกายต้องขับออกทางปัสสาวะ เกิดจากการแตกสลายของเซลล์ ซึ่งภายในนิวเคลียสของเซลล์จะมีดีเอ็นเอ และภายนอกนิวเครียสจะมีอาร์เอ็นเอ
       
       สารทั้ง 2 นี้ จะถูกสลายเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อนำไปสร้างเซลล์ของเนื้อเยื่อใหม่ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ใหญ่วัย 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะมีการสร้างเซลล์หรือเนื้อเยื่อใหม่น้อยลง ส่วนประกอบเล็กๆ เหล่านี้จึงถูกสลายเป็นกรดยูริก ซึ่งถ้าขับถ่ายออกไม่ทันก็จะทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงได้ง่าย
       
       เห็นได้ชัดเมื่อเจาะเลือด ค่าของกรดยูริกจะมากกว่า 7 มก./ดล.ซึ่งคนไข้บางรายอาจมีอาการปวดข้อปวดกระดูก ในเบื้องต้นแพทย์ส่วนใหญ่มักให้ยาลดระดับกรดยูริกลง โดยแนะนำให้ควบคุมการรับประทานอาหารประเภทสัตว์ปีก เช่น เนื้อไก่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง หากแต่การรับประทานหนังสัตว์และเครื่องในสัตว์ต่างๆ จะทำให้เกิดกรดยูริกและโคเลสเตอรอลในเลือดสูง
       
       ว่ากันว่า การที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการ ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการข้ออักเสบเฉียบพลัน หรือเรียกว่า “โรคเกาต์” เพศชายเริ่มเป็นเมื่ออายุ 40 ปี ส่วนเพศหญิงมักจะเริ่มเป็นอายุ 55 ปี ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะกลับเป็นข้ออักเสบซ้ำๆ และมีการสะสมของกรดยูริกตามข้อ จนทำให้เกิดเป็นปุ่มเป็นก้อนขึ้นที่ผิวหนัง ระยะนี้เรียกว่า “โรคเกาต์ ระยะมีโทไพเรื้อรัง”
       
       ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ความรู้เรื่องกรดยูริกเปลี่ยนไปมาก รวมทั้งในวงการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์พบว่ากรดยูริกที่เพิ่มสูงขึ้นในเลือด อาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตส หรือน้ำตาลซูโครส (น้ำตาลทราย) มากเกินไป ซึ่งกลไกนี้ช่วยไขคำตอบคนไข้จำนวนมากที่พยายามควบคุมการรับประทานเครื่องในสัตว์และหนังสัตว์ แต่เมื่อตรวจเลือดกลับมีค่ากรดยูริกในเลือดสูงอยู่
       


       น้ำตาลฟรุกโตส หรือน้ำตาลซูโครส ซึ่งมีน้ำตาลฟรุกโตสเป็นส่วนประกอบนี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะสลายน้ำตาลฟรุกโตส โดยหน่วยพลังงานในเซลล์ที่เรียกว่า ATP แล้วจะเกิดเป็น ADP
       
       ปกติ ADP มักถูกนำไปสร้างเป็นหน่วยพลังงาน ATP ใหม่ แต่การมีน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไป จะไปหยุดยั้งการสร้างหน่วยพลังงาน ATP ทำให้ ADP ถูกสลายลงเป็นกรดยูริก
       
       จะเห็นได้ว่ากรดยูริกนี้เกิดจากการสลายของ ATP ซึ่งคือแหล่งให้พลังงานในเซลล์ ทำให้เซลล์นั้นทำงานไม่ดีและแก่ตัวเร็ว และยังเพิ่มกรดยูริกในเลือดอีกด้วย
       
       จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ค้นพบว่า กรดยูริกในเลือดที่สูงขึ้นนี้ จะทำให้หลอดเลือดแดงที่เข้าสู่ไตมีภาวะหนาตัวขึ้น ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงขึ้นได้ ประกอบกับการรับประทานน้ำตาลฟรุกโตสมาก ทำให้ร่างกายมีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น ซึ่งจะเร่งให้เกิดโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ง่าย และเมื่อปล่อยให้เนิ่นนานไป จะทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายโตกว่าปกติ จึงมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่กล้ามเนื้อหัวใจจะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง เมื่อร่วมกับเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบตันจากการมีไขมันในเลือดสูง และเป็นเบาหวาน จึงมีโอกาสที่จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ง่าย
       
       เมื่อพบว่ากรดยูริกในเลือดสูงให้ผลเสียเช่นนี้ ขอแนะนำให้รักษาทันทีที่ตรวจพบโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการปวดเข่าหรือข้อ ด้วยการรับประทานยาเพื่อลดกรดยูริก ควบคุมอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เครื่องในสัตว์ หนังสัตว์ รวมทั้งควบคุมน้ำตาลฟรุกโตสที่อยู่ในรูปของน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ผลไม้ และน้ำตาลทราย แล้วดื่มน้ำให้เพียงพอในการขับกรดยูริกออกทางไต ตลอดจนหมั่นตรวจเช็คเลือดเพื่อหาค่ากรดยูริกในอีก 3 เดือนข้างหน้า
       
       ซึ่งหากคุณสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น ค่ากรดยูริกในเลือดมักจะกลับมาเป็นปกติ
       
       (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 137 พฤษภาคม 2555 โดย ศ.นพ.พิภพ จิรภิญโญ หัวหน้าหน่วยโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th

ออกกำลังกายแบบนี้ สุขภาพดี ไม่มีแย่



การมีสุขภาพดี เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา เราจึงเห็นว่าหลายต่อหลายคนต่างหันมาทำทุกอย่าง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง บ้างก็ออกกำลังกาย กินอาหารเสริม ควบคุมอาหาร แต่ถึงอย่างไร วิธีที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นการออกกำลังกายนั่นเอง
       
       แต่ทราบหรือไม่ ศาสตร์และศิลป์ของการออกกำลังกายอย่างได้คุณค่า ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามนะครับ เริ่มตั้งแต่...
       
       เตรียมความพร้อมของร่างกาย
       
       การเดิน นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการออกกำลังกาย เพราะไม่ทำให้เหนื่อยมาก และยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย นอกจากนี้โอกาสเสี่ยงต่ออาการปวดข้อก็ไม่มากนัก เหมาะสำหรับคนอ้วน หรือผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย
       
       ส่วนการวิ่ง เป็นการออกกำลังกายสำหรับผู้ที่เตรียมร่างกายไว้พร้อมแล้ว เพราะหัวใจจะเต้นเร็ว ทำให้เหนื่อย เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการเพิ่มความฟิตของร่างกายให้มากขึ้น
       
       การเตรียมตัวก่อนออกกำลังกาย
       
       อุ่นร่างกายให้พร้อม ขั้นตอนนี้สำคัญมาก อาจจะใช้วิธีเดินภายในบ้าน รอบบ้าน หรือเดินบนสายพาน ประมาณ 5 -10 นาที จะทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ ได้มากขึ้น หัวใจและหลอดเลือดมีการเตรียมความพร้อมมากขึ้น เป็นการป้องกันการบาดเจ็บจากการออกกำลังกายได้ดีเชียวครับ
       
       ปลอดภัยแน่ถ้าออกกำลังกายแบบนี้
       
       เมื่อคุณมีความพร้อมของร่ายกายจากการออกกำลังกาย จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแล้ว หากต้องการเพิ่มความฟิตร่างกายก็สามารถกระทำได้ โดยการเลือกประเภทกีฬาที่ชอบและสะดวกที่สุด แต่สำหรับผู้ที่มีอายุ 45 ปี ขึ้นไป หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการเลือกวิธีการออกกำลังกาย
       
       ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ ไม่ควรหักโหมมากในครั้งแรกๆ แต่ควรทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเป็นครั้งคราวแต่หักโหม และไม่ควรกลั้นหายใจหรือสูดลมหายใจอย่างแรง ควรหายใจเข้าและออกยาวๆ เพื่อช่วยระบบการหายใจของร่างกาย และขณะออกกำลังกายคุณยังสามารถสังเกตอาการขณะออกกำลังกายว่าทำมากไปหรือไม่ เช่น หัวใจเต้นเร็วมากจนรู้สึกเหนื่อย หายใจเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค เหนื่อยจนเป็นลม
       
       หากมีอาการดังกล่าว ควรหยุดออกกำลังกายประมาณ 2 วัน และลดระดับการออกกำลังกายลงในครั้งต่อไป
       
       ออกกำลังกายเสร็จแล้วควรทำอะไร
       
       เมื่อออกกำลังกายแล้ว อย่าหยุดในทันที เพราะหัวใจยังเต้นเร็วมาก จะปรับตัวให้เต้นช้าลงไม่ทัน ให้วิ่งช้าๆ หรือเดินต่อไปสักพัก จนกระทั่งชีพจรกลับคืนสู่สภาพใกล้เคียงปกติ และควรดื่มน้ำให้เพียงพอภายหลังออกกำลังกาย
       
       ประโยชน์ของการออกกำลังกาย
       
       มากจริง ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็น
       
       • ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี สามารถไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้มากขึ้น ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง มีภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น และป้องกันโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุน
       
       • ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก การทรงตัวดีขึ้น และทำให้การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น
       
       • ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น
       
       • ช่วยลดความเครียด ภาวะซึมเศร้า และช่วยให้นอนหลับสบาย
       
       อย่าลืมนะครับ หากคุณต้องการให้ร่างกายแข็งแรงทุกสัดส่วน ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 20 – 30 นาที สัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้ง ก็เพียงพอที่จะเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี ผ่อนคลายความตึงเครียด ทำให้อารมณ์ดี และช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้อีกด้วย
       
       (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 137 พฤษภาคม 2555 โดย ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th

ปรับเปลี่ยนชีวิต พิชิตความดันโลหิตสูง




ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจล้มเหลว โรคไตวาย และโรคอัมพาต ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีอาการจนกว่าจะเกิดโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ การตรวจวัดความดันสม่ำเสมอจะช่วยวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงระยะเริ่มแรก และการควบคุมความดันโลหิตให้ได้ถึงเกณฑ์ปกติ ตั้งแต่เริ่มวินิจฉัยจะช่วยให้ไม่เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น
       
       • จะทำอย่างไร..เมื่อรู้ว่า
       เป็นโรคความดันโลหิตสูง
       
       การรักษาโรคความดันโลหิตสูงที่เริ่มเป็น หรือระดับความดันโลหิตยังสูงไม่มาก จะเน้นที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งถ้าหากผู้ป่วยสามารถปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ความดันโลหิตกลับมาอยู่ในระดับปกติได้ (ความดันโลหิตไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท) โดยไม่ต้องอาศัยการรับประทานยา
       
       • หลักการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
       เพื่อความดันโลหิตสูง
       
       1. ลดน้ำหนัก : ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่น้ำหนักเกิน หรืออ้วน การลดน้ำหนักลงจะได้ประโยชน์ในการลดความดันโลหิตมาก การลดน้ำหนักลง 10 กิโลกรัม จะลดความดันโลหิตได้ 5-20 มิลลิเมตรปรอท ความจริงแล้วผลดีอื่นๆ ที่ได้จากการลดน้ำหนักมีมากกว่าการลดความดันโลหิต เช่น ป้องกันการเกิดเบาหวาน ภาวะหัวใจล้มเหลว ข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น ควรควบคุมไม่ให้ดัชนีมวลกาย (BMI) เกิน 25 กก./ตรม.
       
       ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักตัว(กิโลกรัม)/ส่วนสูง(เมตร)
       
       2. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม : เมื่อได้รับ “เกลือ” หรืออาหารรสเค็มต่างๆ ร่างกายจะดูดน้ำกลับเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น เป็นผลให้ปริมาณสารน้ำในร่างกายสูงขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้นและควบคุมได้ยาก ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรส เค็ม โดยไม่เติมเกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊วในอาหารอีก นอกจากนั้น ควรงดผงชูรส หรืออาหารที่มีผงชูรสอยู่มากด้วย เนื่องจากผงชูรสมีเกลือโซเดียมเช่นกัน
       
       ไม่แนะนำให้ใช้เกลือเทียม เช่น เกลือโปแตสเซียมแทนเกลือแกง เนื่องจากเป็นอันตรายได้ในผู้ที่มีไตเสื่อม อาหารที่แนะนำควรเป็นอาหารที่พลังงานต่ำ และมีไขมันจากสัตว์น้อย เพิ่มการรับประทานปลาแทนเนื้อหรือหมู และหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงต่างๆ ขนมหวาน เน้นผักและผลไม้ที่ไม่หวานจัดแทน
       
       3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ : การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วๆ วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ครั้งละ 20-30 นาที 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ นอกจากจะช่วยลดความดันโลหิตลงบ้างแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ควบคุมน้ำหนักได้ง่าย โคเลสเตอรอลชนิดดีเพิ่มขึ้น จิตแจ่มใส
       
       สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมาก หรือผู้สูงอายุ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกาย ถ้าไม่สามารถจัดเวลาเพื่อออกกำลังกายได้ แนะนำให้ทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำอยู่แล้ว เช่น ใช้การเดินขึ้นบันไดแทนลิฟท์ เดินไปตลาดหรือทำงานบ้านด้วยตนเอง
       
       4. งดบุหรี่ : การสูบบุหรี่มีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วขณะ แม้ว่าการเลิกบุหรี่อาจไม่มีผลลดความดันโลหิตในระยะยาว แต่ไม่สูบบุหรี่จะช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจ ถุงลมโป่งพอง มะเร็งอีกหลายชนิด และยังเป็นผลดีต่อสุขภาพของคนใกล้ชิดอีกด้วย
       
       5. ลดแอลกอฮอล์ : แม้ว่าการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยๆ อาจช่วยเพิ่มไขมันโคเลสเตอรอลชนิดดีได้บ้าง แต่ไม่แนะนำให้ดื่ม เนื่องจากผลเสียของการดื่มแอลกอฮอล์มีมากกว่าผลดี อย่าเชื่อโฆษณาที่แนะนำให้ดื่มไวน์เพื่อสุขภาพ หากท่านดื่มอยู่แล้ว ก็ควรจำกัดปริมาณให้น้อยกว่าวันละ 2 แก้ว
       
       การเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิต และลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ของโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แล้วยังไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ การรักษาโรคโดยใช้ยาเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อตรวจวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอหลังจากที่ทราบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
       
       (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 137 พฤษภาคม 2555 โดย ศูนย์ควบคุมสุขภาพกรุงเทพ)


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:  
www.manager.co.th