This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

13 เทคนิคการป้องกันตัวเองเมื่อจอดรถ​...ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ


อันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาลงจากรถหรือขึ้นรถเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน และหากว่าเป็นผู้หญิงด้วยแล้วยิ่งต้องระวังตัวเป็นพิเศษ เราทุกคนคงเคยมีความรู้สึกกลัว หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาจะขึ้นรถหรือลงจากรถคนเดียว จากการศึกษาพบว่าอันตรายที่เกิดขึ้นจากที่จอดรถในห้างสรรพสินค้า หรือที่บริษัทที่ทำงานมีอัตราเพิ่มขึ้น โดยคนร้ายมักเลือกเหยื่อที่ผมยาว เพราะง่ายต่อการกระชากและทำร้าย และกำลังใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ ผู้เขียนมีโอกาสอ่านเรื่องการจอดรถอย่างปลอดภัย ของมหาวิทยาลัย Toronto แคนาดามีข้อแนะนำที่น่าสนใจดังนี้


1.ไม่ควรทิ้งของมีค่า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ของล่อใจต่างๆ ไว้บนรถ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ไอแพด ไอโฟน หรือเครื่องเสียงที่มีราคาแพง ของใช้มีค่าส่วนตัว เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งเศษสตางค์ไว้ในที่ที่มองเห็นได้ในรถ ควรเก็บไว้ในที่มิดชิด และมองไม่เห็น และไม่ควรมีชื่อหรือที่อยู่ติดไว้ ที่สำคัญไม่ควรทิ้งบัตรเครดิตหรือสมุดบัญชีธนาคารไว้ในรถด้วย
       
       2.เอากุญแจออกจากรถ และ ล็อกรถทุกครั้ง
       
       3.เลือกสถานที่จอดรถที่ปลอดภัย จอดรถในที่ใกล้กับทางลง หรือใกล้กับที่ที่จะไป ใกล้ผู้คน ใกล้บันได หรือลิฟต์ หลีกเลี่ยงการจอดรถในชั้นที่ว่างหรือไม่ค่อยมีคนอื่นใช้
       
       4. หากไปจอดในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและรู้สึกกังวลใจในความปลอดภัย ให้ขับรถสำรวจดูก่อนจนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจึงจอด หากรู้สึกไม่ชอบมาพากล ให้ไว้ใจสัญชาตญาณของตัวเอง ไปหาที่จอดที่อื่นหรือตัดสินใจขับออกไป หรือใช้วิธีขับไปรอบๆ จนพบเพื่อนรวมทางคนอื่น จึงตัดสินใจจอดใกล้กับรถคันอื่นและเดินร่วมทางด้วยไปที่ประตูทางออก
       
       5.ทุกครั้งที่จอดรถใช้วิธีขับถอยหลังเข้าที่จอดรถ เพื่อหน้ารถจะหันหน้าออก เทคนิคนี้ทำให้เราอยู่ในสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมา และทำให้เราสามารถขับรถออกไปได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้นเมื่อพบคนแปลกหน้า
       
       6.ให้มองไปรอบๆ อย่างถ้วนถี่ก่อนลงจากรถ และเมื่อลงจากรถแล้วให้เดินอย่างรวดเร็วและมั่นใจไปที่ประตูทางออกหรือลิฟต์ อย่าทำเรื่องโน้นเรื่องนี้ เช่นรับโทรศัพท์ หาของในกระเป๋าในขณะเดินไปประตูทางออก
       
       7.หากรู้สึกว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาให้เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันที่ทำ เช่นจอดรถในที่ใหม่ จอดในเวลาที่แตกต่างจากเดิม หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตัวเป็นตารางเหมือนเดิมทุกวัน


       
       8.หากต้องขับรถและจอดรถคนเดียว อาจใช้บริการขับรถทางเดียวกัน ไปด้วยกันบ้าง (Car Pool)
       
       9.หากรู้สึกไม่ปลอดภัยขณะเดินกลับไปที่รถ ขอให้คนที่ไว้ใจและรู้จักเดินไปเป็นเพื่อน
       
       10.เมื่อเดินไปที่รถ หากสังเกตเห็นว่ามีรถคันอื่นถูกงัดแงะ หรือกระจกแตกให้โทรศัพท์เรียกตำรวจทันที อย่าเดินต่อไปที่รถของตัวเอง แจ้งสถานที่ให้ชัดเจนและยืนรอตำรวจในที่ที่ปลอดภัย
       
       11.มีกุญแจรถอยู่ในมือก่อนไปถึงที่รถ อย่าคลำหากุญแจในกระเป๋าถือ หรือกระเป๋าเอกสารใดๆ ในที่ที่ปลอดคน ตรวจดูเบาะหลังรถอย่างถ้วนถี่ก่อนขึ้นรถ เมื่อขึ้นรถแล้วให้ล็อครถทันที และเก็บสิ่งของมีค่าต่างๆ ให้พ้นจากการล่อสายตา
       
       12.ถ้าพบเจอในสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล ให้รีบขับรถออกไปจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด
       
       13.เข้าคอร์สอบรม และเรียนรู้เรื่องการป้องกันตัวเองเมื่อถูกทำร้าย เช่น การใช้นิ้วจิ้มที่บริเวณดวงตา หยิกหรือกัดบริเวณท้องแขน หรือเตะบริเวณต่อมลูกหมาก หรือใช้วิธีกระชากนิ้วของผู้ทำร้าย 2 นิ้วแล้วหักกลับในทิศทางตรงกันข้ามให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นต้น ส่วนการตะโกนขอความช่วยเหลือก็ช่วยได้เช่นกัน เพราะพบว่าผู้ที่ทำร้ายหลายรายจะหลบหนีเมื่อพบว่าเหยื่อร้องตะโกน และไม่กลัวต่อการทำร้ายมากกว่าเหยื่อที่กลัวจนไม่กล้าทำอะไร นอกจากนั้นควรถือร่ม หรือมีสเปรย์พริกไทยพ่นในกรณีฉุกเฉิน



5 วิธีเอาตัวรอด หากถูกจี้จับอยู่บนรถ

ไม่ว่าคุณจะขึ้นแท็กซี่ รถตู้ หรือรถส่วนตัว คนร้ายที่วางแผนมาอย่างดี มักจะฉวยโอกาสรอให้คุณขึ้นรถแล้วออกไปโดยที่คุณไม่สามารถทำอะไรได้ เรามีทางเอาตัวรอดไว้ให้คุณแล้ว 

1.หาทางออกด้วยตนเอง 
        ไม่ว่าจะขึ้นรถคันไหนควรหาทางออกเอาไว้สำหรับตัวเอง ศึกษาที่ล็อกประตูว่าเปิดอย่างไร หรือการเปิดหน้าต่างให้ดี เพื่อหาทางหนีที่ไล่ด้วยตัวเอง 
2.ตะโกนให้โจรตกใจ 
        เมื่อรถเริ่มชะลอตัวและบรรยากาศมีแต่ความตึงเครียดให้คุณตะโกนเลยว่า ตำรวจ หรือระวัง ให้โจรที่ขับรถอยู่ตกใจจอดรถหรือชะลอรถให้ช้ากว่าเดิม จากนั้นให้คุณรีบเปิดประตูรถหลบหนีลงมา พร้อมตะโกนขอความช่วยเหลือเพื่อไม่ให้โจรตามลงมา 
3.เปิดประตูเรียกคนช่วย 
        ไม่ว่ารถจอดอยู่หรือกำลังแล่นด้วยความเร็ว ทำใจให้กล้าเปิดประตูออก ให้เป็นที่ผิดสังเตบนถนน หรือเปิดกระจกโหวกเหวกโวยวายให้คนบนท้องถนนรับร็ว่าคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย 
4.ขว้างของลงบนถนน          วิธีนี้ก็สามารถเรียกความสนใจจากพลเมืองดีบนถนนได้อย่างดี เพราะเมื่อคุณปาสิ่งของที่ผิดสังเกตที่อยู่บนรถลงมา เช่นกระเป๋าสะพายของคุณเอง(เอาของมีค่าออกก่อนด้วย) ขวดน้ำ หนังสือพิมพ์ ยิ่งทำให้น่าสงสัย ตำรวจบริเวณนั้นต้องเรียกรถคันดังกล่าวจอด 
5.โบกมือเรียกรถคันหลังให้จอด 
        หากคุณเปิดหน้าต่างไม่ได้ ให้โบกไม้โบกมือที่กระจกหลังทำท่าทางขอความช่วยเหลือกับรถคันหลัง อย่างเช่น ชี้ไปทางคนขับแล้วยกมือขึ้นมาบีบคอตัวเอง หรือกวักมือเรียกพร้อมตะโกนขอความช่วยเหลือดังๆ
         อันตรายมีอยู่รอบด้าน ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น ให้ตั้งสติให้มั่น ใช้ปัญญา ป้องกันตัวเองโดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ ที่กล่าวไปอย่างเหมาะสมและมีความรอบคอบ ขอให้ทุกครอบครัวปลอดภัยคลาดแคล้วจากเหตุร้ายต่างๆ เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ





ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 16 พฤษภาคม 2555 11:22 น.

หม่ำมื้อกลางวันที่โต๊ะ... อาจไม่โตในหน้าที่การงาน


เชื่อว่ามีหลายคน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศผู้มุ่งมั่นไฟแรงที่อาจบอกกับตัวเองง่าย ๆ ว่า "ขี้เกียจ" กับการออกไปรับประทานอาหารกลางวันนอกบริษัท และเลือกหนทางที่ง่ายกว่าด้วยการซื้อข้าวกล่อง หรืออาหารง่ายๆประเภทอิ่มสะดวก (โดยซื้อเตรียมไว้ตั้งแต่เช้า) มารับประทานที่โต๊ะทำงานแทน
       การนั่งติดอยู่กับโต๊ะตั้งแต่เริ่มงานจนพักเที่ยงก็ไม่ได้ลุกไปไหนและอาจลากยาวไปถึงบ่ายอาจทำให้คุณดูเหมือนหนุ่มสาวไฟแรง มีความขยัน อดทน สู้งานหนัก มีความมุ่งมั่นกับงานที่ได้รับมอบหมายในสายตาเจ้านาย แต่ข้อเสียของมันต่อร่างกายก็มีมากมายไม่แพ้กัน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ลักษณะการทำงานของพนักงานออฟฟิศในปัจจุบันนั้นเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอื่น ๆ ได้อีกมากมายกับตัวพนักงานเอง แถมยังมีความจริงที่ว่า การที่ร่างกาย ไม่ได้เคลื่อนไหวนั้นยังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายอย่างเฉียบพลันได้อีกด้วย โดยเฉพาะกับอวัยวะสำคัญ เช่น หลอดเลือด ที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย
       จากการสำรวจกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ไฟแรงอายุระหว่าง 21 - 30 ปี และกลุ่มนักเล่นเกมอายุระหว่าง 16 - 21 ปีจำนวน 1,000 คน โดย ComRes พบว่า 73 เปอร์เซ็นต์ของกลุ่มพนักงานออฟฟิศยอมรับว่า ตนเองรับประทานอาหารกลางวันที่โต๊ะทำงาน ส่วนกลุ่มนักเล่นเกมนั้นพบว่า 9 ใน 10 คนยอมรับว่าตนเองนั่งเล่นเกมโดยไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถนานเกิน 90 นาที ซึ่งทาง ComRes ระบุว่า หากร่างกายไม่มีการเคลื่อนไหวนานเกิน 90 นาที อัตราการไหลเวียนของเลือดบริเวณใต้หัวเข่าลงไปจะลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์
       
       ด้านนักวิจัยจากสถาบันวิจัยทางการแพทย์ของนิวซีแลนด์ก็ยังได้ทำการสำรวจในประเด็นใกล้เคียงกัน โดยสำรวจกลุ่มคนทำงาน 400 คนที่มักมีพฤติกรรมรับประทานอาหารที่โต๊ะทำงาน โดยพบว่า ในกลุ่มคนเหล่านี้ มีความเสี่ยงที่เลือดจะจับตัวเป็นลิ่มสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2.2 เท่า
       
       หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เพาะความอ่อนแอให้ตัวเองขนาดนี้ ต่อให้ตำแหน่งแห่งหนในการทำงานพร้อมจะให้โอกาสคุณโต แต่ตัวคุณเองจะรับบทนั้นได้หรือไม่ ยากจะตอบได้
       
       อ้างอิงข้อมูลจากเดลิเมล



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 18 พฤษภาคม 2555 07:50 น.

ภัยอาหาร เมนูล่าสุด หูหมู...ปลอม ในเจียงซี

                                          ดูกันชัดๆ ชำแหละหูหมูปลอมที่มีแต่เยื่อยางยุ่ยๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่กวาดจับได้ในตลาดที่มณฑลเจียงซี (ภาพเอเยนซี)




เอเอฟพี - ตำรวจจีนเร่งสืบสวน หลังพบหูหมูปลอมที่ทำจากเจลาติน ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหนัง วางจำหน่ายในตลาด นับเป็นอีกหนึ่งปัญหาล่าสุดที่เกี่ยวกับความปลอดภัยทางอาหารของจีน
       เอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ว่า พบหูหมูปลอมวางจำหน่ายในตลาดเมืองกันโจว มณฑลเจียงซี ซึ่งเริ่มเป็นข่าวมาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ซึ่งไชน่าเดลีเคยรายงานไปก่อนแล้ว โดยเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับความปลอดภัยด้านอาหาร นำหูหมูปลอมเหล่านี้ไปตรวจสอบพบว่า “หูหมูปลอม” เหล่านี้ ทำจากเจลาติน ผสมกับสารโซเดียมโอลิเอตที่ใช้ผลิตสบู่ ซึ่งสารนี้มีผลต่อความดันเลือดและการทำงานของหัวใจ
        ตลอดเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ย้ำหนักหนาว่าจะต้องพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหาร และเพิ่มการตรวจเฝ้าระวังคุณภาพฯ ตลอดเวลา แต่เหตุการณ์เหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นเนื่องจากความไร้สำนึกความ
       รับผิดชอบของผู้ผลิตและจำหน่าย รวมทั้งความหละหลวมในการบังคับใช้ แม้จะกำหนดบทลงโทษรุนแรงไว้ถึงขั้นประหารชีวิต
       ไชน่าเดลี อ้างคำกล่าวของนายฝาน จี้หง ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยอาหาร เกี่ยวกับการแยกแยะระหว่าง
       หูปลอม กับหูจริงว่าให้สังเกตว่ามีเส้นขน และเส้นเลือดฝอยเล็กหรือไม่ เพราะของปลอมจะไม่สามารถทำได้ และมักจะจำหน่ายราคาถูกกว่าปกติ นอกจากนั้นยังมีกลิ่นผิดปกติเวลาโดนความร้อน ขณะที่บางรายอาจจะมีการใส่กลิ่นรสหมูปรุงแต่งลงไป
       

                                                      หูหมูปลอม ใบใหญ่ๆ แต่ไม่มีเส้นเลือดฝอย กับขนหูหมู (ภาพเอเยนซี) 


       ผู้เชี่ยวชาญฯ ยังกล่าวว่า การรับประทานโซเดียมโอลิเอตซึ่งผสมอยู่ในหูหมูปลอมจำนวนมาก มีผลกับความดันโลหิตสูงผิดปกติ และระบบการทำงานของหัวใจ ขณะที่ เจลาติน ซึ่งนิยมใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องหนัง เป็นสารต้องห้ามสำหรับผลิตอาหาร เพราะมีโครเมียมซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
       
       ทั้งนี้ หูหมู เป็นส่วนผสมหลักในอาหารทั่วๆ ไปของจีน เพราะความกรอบกรุบของกระดูกอ่อน โดยมีเมนูประจำครัวมากมาย รายงานข่าวกล่าวว่า นอกจากหูหมูปลอมแล้ว ยังพบว่าเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนจับกุม
       ผู้จำหน่ายผักในมณฑลซันตง ซึ่งจำหน่ายผักแช่สารฟอร์มัลดีไฮด์ เพื่อรักษาความสดกรอบของผัก แต่มีพิษก่อมะเร็ง ก่อนหน้านี้ เมื่อปีที่แล้ว ก็ยังมีการจับกุมผู้จำหน่ายกว่า 30 ราย ที่ขายน้ำมันปรุงอาหารซึ่งสกัดจากขยะน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วและถูกทิ้งลงในท่อระบายน้ำ...




ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 17 พฤษภาคม 2555 12:41 น.


วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ภาวะไอ จาม ปัสสาวะเล็ด


ผศ.นพ.พิชัย ลีระศิริ 
       ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา 
       
       มีสตรีจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนจากอาการไอ จาม และมีปัสสาวะเล็ด หลายคนไม่กล้าที่จะพูดถึงเพราะอาย จะหายจากอาการอย่างนี้ได้อย่างไร เรามีความรู้มาฝากครับ

                                          
เครื่องช่วยฝึกขมิบช่องคลอด




ภาวะไอ จาม และปัสสาวะเล็ด โดยไม่ตั้งใจ และไม่สามารถควบคุมได้นั้น เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสตรีทั่วไป และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สาเหตุมาจากกล้ามเนื้อหูรูดท่อปัสสาวะเสื่อมประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะนี้ ได้แก่ อายุ ในสตรีที่อายุมากขึ้นจะพบอุบัติการณ์ของภาวะนี้ได้มากขึ้น
       
       การตั้งครรภ์ ในขณะตั้งครรภ์จะพบภาวะปัสสาวะเล็ดได้ในบางราย แต่เป็นการเกิดชั่วคราว
       และอาจจะหายได้หลังจากคลอดบุตรแล้ว
       
       การคลอดบุตร มักพบในรายที่ทารกคลอดผ่านช่องคลอด และสัมพันธ์กับระยะเวลาคลอด โดยเฉพาะถ้าทารกที่มีน้ำหนักแรกคลอดมาก จำนวนบุตรที่มากขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นตามลำดับ
       ภาวะที่เพิ่มความดันในช่องท้อง ได้แก่ ความอ้วน ไอ จาม หอบเรื้อรัง ท้องผูก ยกของหนักเป็นประจำ
                                             การผ่าตัดแก้ไขปัสสาวะเล็ดผ่านทางหน้าท้อง (Burch Colposuspension)


ในเบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัย โดยการซักประวัติและตรวจร่างกาย หรือตรวจภายในหรือส่งตรวจพิเศษเพื่อยืนยันว่ามีภาวะนี้จริงแล้วจึงทำการรักษา ซึ่งการรักษามีตั้งแต่
       
       1.การปรับพฤติกรรม เช่น การลดน้ำหนักรักษาอาการไอ จามเรื้อรัง แก้ไขภาวะท้องผูก
       
       2.โดยการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ด้วยการขมิบช่องคลอด ซึ่งสามารถทำได้ในทุกอริยาบถ โดยการขมิบที่ถูกต้องต้องขมิบเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกรานเท่านั้น คล้ายกับเวลากลั้นอุจจาระ หรือปัสสาวะ โดยไม่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องหรือต้นขาร่วมด้วย ขมิบแต่ละครั้งทำค้างไว้ 10-20 วินาที แล้วคลายออกในเวลาเท่ากัน แล้วจึงเริ่มขมิบใหม่ สามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ โดยระยะแรกอาจทำเพียงน้อยครั้งแล้ว จึงเพิ่มขึ้นทั้งระยะเวลาและความถี่เมื่อชำนาญมากขึ้น อย่างไรก็ตามหากท่านไม่แน่ใจว่าจะขมิบได้ถูกต้องหรือไม่ สามารถปรึกษาแพทย์ได้
       
       3.การใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้หดรัดตัว ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยตนเองได้หรือทำได้ไม่ถูกวิธี วิธีนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ

                                                   การผ่าตัดแก้ไขปัสสาวะเล็ดผ่านทางช่องคลอดโดยใช้เทป

ซึ่งการรักษาทั้ง 3 วิธี เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง อาการจะดีขึ้นภายใน 3-6 เดือน แต่ถ้ารักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้น ต้องใช้ การผ่าตัด เข้าช่วย ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีด้วยกัน
       
       1.การผ่าตัดผ่านทางหน้าท้อง โดยการเย็บซ่อมแซมและตึงเนื้อเยื่อรอบท่อปัสสาวะเข้าเอ็นที่ยึดบริเวณใกล้เคียงให้มีความแข็งแรงขึ้น
       
       2.โดยใช้วัสดุเทปสังเคราะห์ผ่านทางช่องคลอด แล้ววางที่ใต้ต่อท่อปัสสาวะเพื่อเสริมความแข็งแรง วิธีนี้ได้รับความนิยมในปัจจุบันเมื่อเทียบกับการผ่าตัดทางหน้าท้อง เนื่องจากทำได้รวดเร็ว สะดวก ฟื้นตัวเร็ว และยังไม่มีแผลหน้าท้อง
       
       แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีใด อย่ากลัวอย่าอาย หมอช่วยได้ครับ 

                                             พบกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช
       
       เรียนรู้อยู่กับมะเร็งต่อมลูกหมาก
       
       สาขาวิชาศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมฟังการบรรยายเรื่อง “เรียนรู้อยู่กับมะเร็งต่อมลูกหมากอย่างมีชีวิตชีวา” ณ ห้องประชุม 7009 ตึกสยามินทร์ ชั้น 7 รพ.ศิริราช โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สำรองที่นั่งได้ที่ โทร.0 2419 8010...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 16 พฤษภาคม 2555 00:49 น.

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ไขปมกระเบื้องหลังคาก่อมะเร็ง ค้นคำตอบจากต้นกำเนิดแดนรัสเซีย

เหมืองแร่ไครโซไทล์ที่เมืองยาสนี ประเทศรัสเซีย
                                          


เมื่อไม่นานมานี้ มีประเด็นร้อนที่ถูกจุดขึ้น เมื่อกลุ่มสมัชชาสุขภาพ และหน่วยงานพันธมิตร ร่วมกันผลักดันให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เสนอให้รัฐบาลสั่งห้ามการนำเข้าแร่ใยหินทุกชนิด โดยอ้างว่า อาจเป็นสารก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด ซึ่งขณะนี้ เรื่องได้บรรจุอยู่ในวาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว
       
       ประเด็นดังกล่าว กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของผู้บริโภคทุกคน เนื่องจากหนึ่งในแร่ใยหิน คือ แร่ไครโซไทล์ (Chrysotile) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิต “กระเบื้องมุงหลังคา” ดังนั้น หากสารดังกล่าวเป็นอันตรายจริง หมายถึง ภัยมะเร็งกำลังครอบอยู่บนหัวเราทุกคนนี่เอง 
       
       อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ ยังไม่ได้บทสรุปอย่างเป็นทางการ ในมุมผู้สนับสนุนที่อยากให้คงใช้แร่ไครโซไทล์ต่อไป ทั้งผู้ผลิตแร่ชนิดนี้ และผู้ผลิตสินค้าที่ใช้แร่ไครโซไทล์เป็นส่วนผสม ต่างออกมายืนยันหนักแน่น ว่า แร่ดังกล่าวไม่ได้เป็นอันตรายดั่งถูกกล่าวหา
       
       เมื่อมีทั้งกลุ่มค้าน และสนับสนุน วิธีหาความจริงที่ดีประการหนึ่ง คือ เสาะหาข้อมูลเชิงประจักษ์จากต้นกำเนิดที่เหมืองแร่ของบริษัท Orenburg minerals ในเมืองยาสนี (YASNY) ประเทศรัสเซีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแร่ใยหินไครโซไทล์สำคัญที่สุดของโลก 



Mr.ANDREY GOLM
                                                    



@@@ แจงไม่พบข้อมูลแพทย์ชี้ชัดภัยอันตราย @@@
       
       Mr.ANDREY GOLM ผู้บริหารสูงสุดของโรงงาน Orenburg minerals ให้ข้อมูล ว่า บริษัทก่อตั้งมากว่า 50 ปี ผลิตแร่ไครโซไทล์ กว่า 5 แสนตันต่อปี คิดเป็นร้อยละ 25 ของตลาดโลก ส่งขายทั้งในรัสเซีย และส่งออกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก เช่น อินเดีย จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม และ ไทย เป็นต้น
       
       ที่ผ่านมา ไม่เคยมีข้อมูลทางการแพทย์ใดๆจากทั่วโลก ชี้ชัดอย่างเป็นทางการ ว่า แร่ไครโซไทล์เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็ง นอกจากที่สถาบันวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (the International Agency for Research on Cancer) ภายใต้ World Health Organization (WHO) จะกำหนดว่า เป็นหนึ่งในสารก่อมะเร็ง หากได้รับในปริมาณมาก หรือระยะเวลานานติดต่อกันเกินไป ซึ่งเหมือนกับสารอื่นๆ จำนวนมากที่มนุษย์สัมผัสในชีวิตประจำวัน เช่น เบนซิน แอลกอฮอล์ บุหรี่ ปลาเค็ม ยาคุมกำเนิด ฯลฯ อย่างไรก็ตาม WHO ไม่ได้สั่งห้ามใช้ แต่เห็นควรให้มีการใช้แร่ไครโซไทล์อย่างปลอดภัย 

                                         แร่ไครโซไทล์ที่สกัดออกมาแล้ว

นอกจากนั้น แร่ไครโซไทล์ จะไม่ตกค้างในปอดหากหายใจเข้าไป เพราะจะถูกกรดในร่างกายย่อยสลายในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนำแร่ไครโซไทล์ ไปเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นเรื่องยากมากๆ ที่สารจะหลุดออกมาจากผลิตภัณฑ์ โอกาสที่จะทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย 




@@@@ ฟันธง กลุ่มค้านหวังผลเชิงธุรกิจ @@@@
       
       Mr.ANDREY เผยด้วยว่า แรงจูงใจของกลุ่มค้านที่ต้องการให้เกิดการห้ามส่งออกและนำเข้าแร่ไครโซไทล์ เพราะต้องการผลประโยชน์เชิงธุรกิจ เนื่องจากแร่ชนิดนี้มีคุณสมบัติเส้นใยที่ดีที่สุด ไม่มีสารใดๆ ในโลกทดแทนได้ โดยจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่วัตถุที่นำไปผสม ป้องกันความร้อน และราคาถูก อีกทั้ง ปัจจุบันในโลกนี้ มีแหล่งทรัพยากรแร่ชนิดนี้แค่ 4 แห่ง ได้แก่ แคนาดา 1 แห่ง บราซิล 1 แห่ง และรัสเซีย 2 แห่ง (เหมืองในเมืองยาสนี สามารถขุดมาใช้ได้อีกประมาณ 150 ปี โดยปัจจุบันทางรัสเซียกำลังสำรวจเหมืองใหม่อีก 11 แห่ง)ดังนั้น เมื่อไม่สามารถผลิตสินค้าที่ดีกว่ามาแข่งขันได้ แนวทางที่จะกำจัดคู่แข่ง จำเป็นต้องให้เกิดการห้ามใช้สินค้าชนิดนั้น 

บรรจุและลำเลียงส่งออกต่างประเทศ
                                                    


 สำหรับผู้อยู่เบื้องหลังความพยายามให้เกิดการห้ามใช้แร่ไครโซไทล์ คือ เอ็นจีโอที่มีนายทุนชาติยุโรปหนุนหลัง ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์ จากการขายเส้นใยเทียม และเส้นใยสังเคราะห์ เพื่อมาใช้ทดแทนแร่ไครโซไทล์ ซึ่งมีราคาสูงกว่า 3-5 เท่าตัว รวมถึงการขายผลิตภัณฑ์ และเครื่องจักรต่อเนื่องเพื่อมาทดแทน ซึ่งมูลค่าการตลาดมหาศาล โดยประเทศไทยเป็นเพียงสมรภูมิเล็กๆ ในการเคลื่อนไหวเท่านั้น ที่ผ่านมา กลุ่มนี้ได้พยายามคัดค้านในหลายๆ ประเทศ และจะเคลื่อนไหวไปยังประเทศอื่นๆ ที่ใช้แร่ไครโซไทล์ต่อไป
       
       อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทได้พยายามหาแนวทางชี้แจงข้อเท็จจริง ผ่านกลไกตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ได้แก่ บริษัท รัฐบาลรัสเซีย และ รัฐบาลไทย ที่ประกอบด้วยกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงสาธารณสุข เพื่อศึกษาข้อเท็จจริงเรื่องอันตรายจากแร่ไครโซไทล์

ขั้นตอนการสกัดแร่ไครโซไทล์ออกจากหิน
                                          

ภายในโรงงานของบริษัท Orenburg minerals
                                         


 @@@@ ยาสนีเมืองคู่เหมืองแร่ไครโซไทล์ @@@@
       
       ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจจริง เมืองยาสนีเป็นเมืองเล็กๆ มีประชากรประมาณเพียง 16,000 คน อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศรัสเซีย เขตแดนติดประเทศคาซัคสถาน ชาวเมืองใช้ชีวิตเงียบสงบ และผูกพันกับเหมืองแร่ไครโซไทล์ของบริษัท Orenburg minerals ชนิดแยกกันไม่ออก โดยที่ตั้งของเหมืองอยู่ห่างจากศูนย์กลางชุมชนเพียงไม่กี่กิโลเมตร ชาวเมืองส่วนใหญ่มีรายได้ทั้งทางตรง และทางอ้อม จากการทำเหมืองแร่ อีกทั้ง สิ่งปลูกสร้างที่ใช้กระเบื้องมุงหลังคาทั้งหมดของเมืองนี้ ล้วนใช้ผสมของแร่ไครโซไทล์ 
       
       แม้ว่า จะอยู่ใกล้ชิดกับเหมืองแร่ดังกล่าว ทว่า นับแต่ก่อตั้งเมืองแห่งนี้เมื่อ ค.ศ.1961 ยังไม่เกิดปัญหาประชากรเป็นโรคมะเร็งปอดสาเหตุจากแร่ชนิดนี้เลย แนวโน้มค่าเฉลี่ยของประชากรยังเพิ่มขึ้นทุกปี

บรรยากาศบริเวณศูนย์กลางเมืองยาสนี
                                         


นอกจากนั้น จากการพูดคุยกับชาวเมืองยาสนีหลายๆ คน ท่วงทำนองจะออกมาคล้ายกัน ว่า ไม่รู้สึกกังวลปัญหาสุขภาพ เนื่องจากครอบครัวตั้งแต่บรรพบุรุษล้วนอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ และไม่เคยมีปัญหามะเร็งปอด รวมถึง ยืนยันที่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ อันเงียบสงบแห่งนี้ตลอดไป

       
       @@@@ “โอฬาร” ชี้แบนกระทบกระเบื้องราคาพุ่ง @@@
       
       ด้านนายอุฬาร เกรียวสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กระเบื้องโอฬาร จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์กระเบื้อง “โอฬาร” เผยว่า ในประเทศไทยมีการนำเข้าแร่ไครโซไทล์กว่า 32,000 ตันต่อปี ร้อยละ 90 นำไปเป็นส่วนผสมในการทำกระเบื้องมุงหลังคา ขนาด 4 มิลลิเมตร ส่วนอีกร้อยละ 10 ใช้เป็นส่วนผสมในการทำผ้าเบรก และท่อซีเมนต์ ซึ่งจะใช้แร่ไครโซไทล์เป็นส่วนผสมเพียงแค่ร้อยละ 8 เท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้กระเบื้องเพิ่มความแข็งแรง อายุใช้งาน 30-50 ปี รวมถึง ป้องกันความร้อน และต้นทุนต่ำ สามารถขายได้ในราคาถูกแผ่นละ 25-30 บาท
       
       ทั้งนี้ ประเทศไทย มีการใช้กระเบื้องมุงหลังคาที่มีส่วนผสมแร่ไครโซไทล์มากว่า 50 ปี เท่าที่ผ่านมา ยังไม่ปรากฏว่า เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งปอด

นายอุฬาร เกรียวสกุล เจ้าของธุรกิจกระเบื้อง ตรา "โอฬาร"
    
    ทว่า หากห้ามใช้แร่ไครโซไทล์ เปลี่ยนไปใช้วัสดุอื่น ไม่ว่าจะเป็นกระเบื้องมุงหลังคาแบบหนา หรือวัสดุทดแทน อย่าง PVA หรือเยื่อกระดาษ ราคากระเบื้องต่อแผ่นจะขยับเพิ่มไม่ต่ำกว่า 1-3 เท่าตัว อีกทั้งในมุมผู้ประกอบการต้องลงทุนเพิ่มในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรกว่า 30-50 ล้านบาทต่อเครื่อง และที่สำคัญ จะกระทบต่อผู้บริโภคกลุ่มที่มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ซึ่งจำเป็นต้องใช้กระเบื้องราคาถูกในการทำฟาร์มเลี้ยง หากต้องเปลี่ยนไปใช้กระเบื้องราคาสูง ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
       
       @@@@ แบนแร่ไครโซไทล์ คำตอบสุดท้ายจริงหรือ? @@@
       
       ปัจจุบัน แร่ไครโซไทล์ถูกใช้ในอุตสาหกรรมกรรม 114 ประเทศ มีจำนวน 48 ประเทศห้ามใช้ ส่วนใหญ่เป็นแถบยุโรป ซึ่งทั้งหมดยังไม่มีข้อมูลชัดเจนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น รวมถึง ยังมีกรณีฟ้องร้องทั้ง “ห้ามใช้” และ “ยกเลิกการห้ามใช้” ในหลายๆ ประเทศ
       
       จากกรณีต่างๆ ในต่างประเทศ ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลไทย ประการแรก รัฐบาลต้องมีข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายยอมรับ ยืนยันได้ว่า แร่ชนิดนี้เป็นอันตรายก่อให้เกิดมะเร็งปอดอย่างแท้จริง เพื่อไม่ตกเป็นเครื่องมือการค้า หรือเอื้อประโยชน์ให้คนเพียงบางกลุ่ม ประการต่อมา หากเป็นอันตรายจริง รัฐบาลต้องเตรียมมาตรการรองรับ ในการเปลี่ยน และทำลายกระเบื้องมุงหลังคาที่มีส่วนผสมแร่ไครโซไทล์ ซึ่งประเทศไทยใช้มาแล้วกว่า 50 ปี คาดว่า จะมีจำนวนกว่า 17.34 ล้านหลังคาเรือน
       
       ฉะนั้น การตัดสินใจเฉพาะแค่สั่งห้ามใช้แร่ชนิดนี้ อาจจะง่าย และแก้ที่ปลายเหตุเกินไป ทว่า หากมองข้อมูลให้รอบด้าน โดยมีมาตรฐานควบคุมการใช้ที่ถูกต้อง และปลอดภัย ภายใต้การติดตามอย่างเข้มงวดใกล้ชิด อาจจะเป็นคำตอบที่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย 
       
       @@@@@@@@@@@



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th :
10 พฤษภาคม 2555 09:21 น.

รู้เท่าทัน ป้องกันโรคปริทันต์

                                            เหงือกอักเสบบวมแดง มีเลือดออกง่าย บางตำแหน่งมีเหงือกร่น


ท.พญ.ฉัตรแก้ว บริบูรณ์หิรัญสาร 
       งานทันตกรรม



มีผู้คนไม่น้อยที่เจ็บปวดด้วยโรคปริทันต์ หรือรำมะนาด เพื่อให้คุณรู้จักดูแลตนเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ มีคำแนะนำมาฝากค่ะ 


โรคปริทันต์อักเสบ หรือ “รำมะนาด” สาเหตุเริ่มต้นมาจากการทำความสะอาดฟันไม่ดีพอ ทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย เมื่อทิ้งไว้นานขึ้นจะมีการตกตะกอนของแร่ธาตุจากน้ำลาย จนกลายเป็น “หินปูน” หรือ หินน้ำลาย ที่ไม่สามารถแปรงออกได้ หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดการทำร้ายเหงือกได้อย่างรุนแรงนะคะ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นโรคปริทันต์นะคะ เนื่องจากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันของแต่ละคนด้วย 
   โดยธรรมชาติร่างกายจะหลั่งสารออกมาเพื่อกำจัดเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ขณะเดียวกัน ก็ทำร้ายเนื้อเยื่อของตัวเองด้วย จึงเกิดเป็นโรคปริทันต์ขึ้น แต่หลายคนมักเข้าใจว่า เป็นเพียงโรคเหงือกอักเสบเท่านั้น แท้ที่จริงแล้ว การอักเสบนั้น จะลุกลามทำลายอวัยวะรอบๆ ฟันด้วย เช่น กระดูกเบ้าฟัน เอ็นยึดฟัน และผิวรากฟัน ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคปริทันต์รุนแรง ฟันจะโยกและอาจทำให้สูญเสียฟันได้
       
       สัญญาณอันตรายเมื่อเกิดโรคปริทันต์ คือ มีเลือดออกง่ายขณะแปรงฟัน เหงือกบวมแดง หรือมีหนอง มีกลิ่นปาก ฟันโยก เมื่อมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ควรมาพบทันตแพทย์ทันที เพื่อการตรวจรักษาที่ถูกต้องและถูกวิธีนะคะ

                                                ภายหลังขูดหินปูนแล้ว



สำหรับการรักษาโรคปริทันต์ ขั้นแรกต้องทำการกำจัดเชื้อที่สะสมอยู่ก่อน โดยการขูดหินปูนให้สะอาด และเกลารากฟัน ทำให้ผิวรากฟันเรียบ โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ร่องเหงือกลึกๆ และฟันกรามด้านในที่มีหลายๆ ราก ซึ่งขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลา และทำซ้ำหลายๆ ครั้งให้สะอาด บางรายอาจต้องใช้ยาชาร่วมด้วย จากนั้น 4-6 สัปดาห์ ทันตแพทย์จะนัดกลับมาดูอาการอีกครั้ง ถ้ายังมีร่องลึกปริทันต์เหลืออยู่ อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อแก้ไขความพิการของกระดูกเบ้าฟันที่ถูกทำลายไป ซึ่งการผ่าตัด จะเป็นการเข้าไปทำความสะอาดในตำแหน่งที่เครื่องมือไม่สามารถทำความสะอาดได้ถึง หรือทำการปลูกกระดูกในลักษณะรอยโรคที่เอื้อต่อการเกิดกระดูกใหม่ เมื่อผ่าตัดแล้วผู้ป่วยควรได้รับการตรวจติดตามผลการรักษา และให้ทันตแพทย์ขูดหินน้ำลาย เพื่อทำความสะอาดฟันเป็นประจำทุกๆ 3 เดือน เป็นการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นโรคปริทันต์อีกค่ะ
       
       โรคปริทันต์ สามารถป้องกันได้ ด้วยการทำความสะอาดช่องปากและฟัน อย่างถูกวิธี ร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันบริเวณซอกฟันทุกครั้ง รวมถึงเลิกสูบบุหรี่ ก็จะช่วยให้มีสุขภาพเหงือกและฟันที่แข็งแรงไปนานๆ ค่ะ
ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th 
9 พฤษภาคม 2555 08:47 น.













 





วันพุธที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กรมวิทย์พัฒนาชุดทดสอบกัญชา-กัญชง สำเร็จรายแรกในประเทศ

กรมวิทย์พัฒนาชุดทดสอบกัญชา-กัญชง สำเร็จรายแรกในประเทศ




กัญชา
ชื่ออื่น ๆ : ยานอ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) กัญชาจีน(ทุกภาค)คุนเช้า(จีน)
ชื่อสามัญ : Cannabis, Marihuanam Indian Hemp, pot


ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cannabis indica, Cannabis sativa, Linn.


วงศ์ : CANNABILACEAE


ลักษณะทั่วไป: ต้น : เป็นพรรณไม้จำพวกหญ้าต้นเล็ก มีความสูงประมาณ 3-4 ฟุต ลักษณะลำต้นเป็นเหลี่ยม


ใบ : มีสีเขียว ลักษณะของใบแตกออกเป็นแฉก ๆ ใบหนึ่งราว 5-8 แฉก เป็นหยัก ใบเรียวยาว ลักษณะของมันจะเหมือนกับ ใบละหุ่ง ใบฝิ่นตัน และใบมันสำปะหลัง


ดอก : มีดอกเป็นสีเหลือง ดอกออกเป็นช่อ ซึ่งมีทั้งดอกช่อตัวผู้ และดอกช่อตัวเมีย (เรียกว่า กะหลี่กัญชา) และดอกของมันจะออกตามกิ่งใบ


ผล : ผลเป็น achene ในผลนั้นจะมีเมล็ดกลมเล็ก ๆ มีขนาดเท่ากับลูกผักชี


การขยายพันธ์ : ขยายพันธ์โดยการใช้เมล็ด ปลูกขึ้นดีในที่ที่มีอากาศเย็นและดินที่ชื้นแฉะ ตามเชิงเขา


ส่วนที่ใช้ : ใบ, ยอดอ่อน , เส้นใยของลำต้น, ดอก, เมล็ด




สรรพคุณ : ใบ ใช้รักษาโรคหอบ หืด วิธีนำมาใช้โดยการนำเอาใบสดมาหั่นให้เป็นฝอย แล้วนำเอาไปตากแห้ง จากนั้นก็นำมาสูบใช้เป็นยารักษาโรค ยอดอ่อน เมื่อนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ ซึ่งจะได้สารชนิดเรียกว่า ทิงเจอร์แคนเนบิสอินดิคา เป็นยาน้ำมีสีเขียวเมื่อกินเข้าไป ประมาณ 5-15 หยด ก็จะช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เป็นยาสงบเส้นประสาท ทำให้นอนหลับ เคลิ้มฝัน เป็นยาแก้อักเสบ (antiinflammation)เป็นยาระงับปวด (analgesic) แก้โรคสมองพิการ แก้โรคบิด แก้ปวดท้อง และแก้โรคท้องร่วง เป็นต้น เส้นใยของลำต้น ใช้ในการทอผ้า ซึ่งจะได้ผ้าที่มีคุณภาพดี เหนียว คงทนมาก ดอก ใช้เป็นยารักษาแก้โรคประสาท เช่น คิดมาก นอนไม่หลับ ใช้กับผู้ป่วยที่เบื่ออาหารโดยใช้ปรุงอาหารให้กินช่วยกัดเสมหะในคอ โดยใช้ดอกของมันผสมกับยาฉุนพญามือเหล็ก หั่น แล้วใช้สูบ เมล็ด น้ำมันที่ได้จากการเมล็ดเป็นน้ำมันไม่ระเหย (fixedoil) ซึ่งจะนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ใช้ทำสบู่ สีทาบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้เศษ หรือการที่ได้จากการสกัดเอาน้ำมันออกแล้ว ยังใช้เป็นอาหารของโค กระบือ ได้


ถิ่นที่อยู่ : มีปลูกมากในยุโรป ประเทศบราซิล อเมริกันแถบตะวันออก และปลูกมากตามแนวเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย


หมายเหตุ : กัญชา ปัจจุบันนี้ในทางเภสัช ถือว่าเป็นยาเสพติดให้โทษเพราะฤทธิ์ของมันทำให้ผู้ที่สูบ หรือเสพเข้าไปแล้วจะทำให้ติด ทำให้เพ้อฝัน ความจำเลอะเลือน ตัวสั่น และทำให้เป็นคนเสียสติเป็นคนวิกลจริตพิการได้อีกด้วย ฉะนั้นเมื่อมีการใช้ ในขนาด และปริมาณที่พอควร


หมายเหตุ : “กัญชา (ทั่วไป) ; กันชาจีน (กรุงเทพ) ; คุนเช้า (จีน) ” in Siam.Plant Names, 1948,p.94 “Hemp plant ” กะหลี่ น. ใบกัญชาที่งอหงิกเป็นช่อ คือดอกตัวเมียกัญชา.” พจนานุกรม 2493 น.120 Cannavil lativa Dutt., Com. Drugs India, 1928,p.57 “Infisn hrmp; Ganja. The unfertilized female flowering tops (Ganja) and resin (charas). Leaves (siddhi or bhang).


พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม



กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาชุดทดสอบสำหรับแยกกัญชาซึ่งเป็นยาเสพติด และกัญชงซึ่งเป็นพืชเส้นใยที่มีคุณภาพสูง โดยมีวิธีการใช้งานที่ง่ายให้ผลรวดเร็ว และมีความแม่นยำสูง เตรียมความพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนรัฐอนุญาตให้ปลูกกัญชงในประเทศได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
       
       นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า การใช้ประโยชน์จากเส้นใยกัญชงซึ่งเป็นเส้นใยที่มีคุณภาพสูง รวมทั้งน้ำมันจากเมล็ดกัญชงเพื่อใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางมีแนวโน้มที่จะทวีความสำคัญเพิ่มขึ้นในตลาดโลก แต่เนื่องจากกัญชงมีลักษณะคล้ายกับกัญชา จึงยากต่อการจำแนก ในหลายประเทศสามารถปลูกกัญชงได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยต้องควบคุมให้มีสารเสพติด คือ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ในปริมาณที่กำหนด เช่น ในประเทศแคนาดากำหนดให้มีสารเสพติด THC ในกัญชงไม่เกิน 0.3% ส่วนประเทศทางยุโรปกำหนดให้มีไม่เกิน 0.2% ประเทศออสเตรเลียกำหนดให้ไม่เกิน 0.5-1% สำหรับประเทศไทยยังไม่มีเกณฑ์หรือมาตรการควบคุม หากในอนาคตมีการส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถปลูกกัญชงได้ถูกต้องตามกฎหมาย การจำแนกกัญชาออกจากกัญชงจึงมีความสำคัญมาก





ทั้งนี้ จากการศึกษาปริมาณสารสำคัญในกัญชงที่ปลูกในพื้นที่ของมูลนิธิโครงการหลวง 4 พื้นที่ ได้แก่ สถานีเกษตรหลวงปางดะ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่ และสถานีเกษตรหลวงอ่างขางและองค์การสวนพฤกษศาสตร์ 3 พื้นที่ ได้แก่ ศูนย์รวมพรรณไม้ที่สูงเขตร้อน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โรงเรือนเพาะชำพรรณไม้ (ห้วยตาด) อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และศูนย์รวมพรรณไม้บ้านร่มเกล้าในพระราชดำริ อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก พบว่า กัญชงมีอัตราส่วนสารเตตราไฮโดรแคนนาบินอลซึ่งเป็นสารเสพติด ต่อสารแคนนาบิไดออลซึ่งไม่มีฤทธิ์เสพติด ประมาณ 1.2 ซึ่งน้อยกว่ากัญชา 10-25 เท่า การใช้อัตราส่วนของปริมาณสารสำคัญไฮโดรแคนนาบินอล และแคนนาบิไดออล ก็จะสามารถจำแนกกัญชงออกจากกัญชาได้เพื่อเตรียมความพร้อมในการควบคุมการปลูกกัญชงให้ถูกต้องตามกฎหมาย
       กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 เชียงใหม่ ได้พัฒนาชุดทดสอบกัญชา-กัญชง (Cannabis test kit) ขึ้น ซึ่งสามารถจำแนกกัญชาที่ใช้เป็นยาเสพติดออกจากกัญชงที่ใช้เป็นพืชเส้นใยได้ มีวิธีตรวจที่ง่ายให้ผลรวดเร็ว และยังมีราคาถูกเมื่อเทียบกับวิธีการตรวจพิสูจน์โดยใช้เครื่องแก๊สโครมาโทกราฟ


นายบำรุง คงดี ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 เชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า กัญชง เป็นไม้ล้มลุกมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์คล้ายกัญชาแตกต่างกัน คือ ต่อมน้ำมันของกัญชงมีน้อยกว่าจัดอยู่ในพืชซึ่งให้ประโยชน์หลักทางด้านสิ่งทอเป็นสำคัญโดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cannabis sativa L var. sativa สำหรับชุดทดสอบกัญชากัญชงที่ทางศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 พัฒนาขึ้นมานี้ ใช้หลักการตรวจแบบโครมาโตกราฟีผิวบาง (Thin Layer Chromatography, TLC)
       ในการแยกสารสำคัญในพืชกัญชา และหาปริมาณแต่ละสารโดยเทียบขนาดและความเข้มสีบนแผ่นทดสอบกับแผ่นเทียบสารมาตรฐาน หากค่าที่ได้น้อยกว่า 10 จัดเป็นกัญชง แต่ถ้าค่าที่ได้เท่ากับหรือมากกว่า 10 จัดเป็นกัญชา โดยปริมาณต่ำสุดของสารสำคัญในกัญชาที่อ่านผลได้ชัดเจนคือ เตตราไฮโดรแคนนาบินอล และแคนนาบิไดออล เท่ากับ 0.1 ไมโครกรัม และจากการประเมินประสิทธิภาพโดยเปรียบเทียบผลวิเคราะห์ ระหว่างวิธีแก๊สโครมาโตกราฟีกับชุดทดสอบที่พัฒนาขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 10 จำนวน 15 คน


      
   พบว่า มีค่าความน่าเชื่อถือดีเลิศ และมีความถูกต้อง ความไว และความจำเพาะของวิธี 100% ชุดทดสอบนี้นับเป็นชุดทดสอบที่ใช้จำแนกกัญชากัญชงรายแรกของไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงยุติธรรม โดยสามารถนำชุดทดสอบดังกล่าวมาใช้จำแนกกัญชา-กัญชง รวมทั้งเกษตรกรผู้ปลูกกัญชงสามารถใช้ชุดทดสอบดังกล่าวในการควบคุมคุณภาพในเบื้องต้น...



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th
www.samunpri.com