This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรดยูริกสูง เสี่ยงสารพัดโรค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรดยูริกสูง เสี่ยงสารพัดโรค แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กรดยูริกสูง เสี่ยงสารพัดโรค

กรดยูริกเป็นของเสียที่ร่างกายต้องขับออกทางปัสสาวะ เกิดจากการแตกสลายของเซลล์ ซึ่งภายในนิวเคลียสของเซลล์จะมีดีเอ็นเอ และภายนอกนิวเครียสจะมีอาร์เอ็นเอ
       
       สารทั้ง 2 นี้ จะถูกสลายเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อนำไปสร้างเซลล์ของเนื้อเยื่อใหม่ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ใหญ่วัย 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะมีการสร้างเซลล์หรือเนื้อเยื่อใหม่น้อยลง ส่วนประกอบเล็กๆ เหล่านี้จึงถูกสลายเป็นกรดยูริก ซึ่งถ้าขับถ่ายออกไม่ทันก็จะทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงได้ง่าย
       
       เห็นได้ชัดเมื่อเจาะเลือด ค่าของกรดยูริกจะมากกว่า 7 มก./ดล.ซึ่งคนไข้บางรายอาจมีอาการปวดข้อปวดกระดูก ในเบื้องต้นแพทย์ส่วนใหญ่มักให้ยาลดระดับกรดยูริกลง โดยแนะนำให้ควบคุมการรับประทานอาหารประเภทสัตว์ปีก เช่น เนื้อไก่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง หากแต่การรับประทานหนังสัตว์และเครื่องในสัตว์ต่างๆ จะทำให้เกิดกรดยูริกและโคเลสเตอรอลในเลือดสูง
       
       ว่ากันว่า การที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการ ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการข้ออักเสบเฉียบพลัน หรือเรียกว่า “โรคเกาต์” เพศชายเริ่มเป็นเมื่ออายุ 40 ปี ส่วนเพศหญิงมักจะเริ่มเป็นอายุ 55 ปี ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะกลับเป็นข้ออักเสบซ้ำๆ และมีการสะสมของกรดยูริกตามข้อ จนทำให้เกิดเป็นปุ่มเป็นก้อนขึ้นที่ผิวหนัง ระยะนี้เรียกว่า “โรคเกาต์ ระยะมีโทไพเรื้อรัง”
       
       ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ความรู้เรื่องกรดยูริกเปลี่ยนไปมาก รวมทั้งในวงการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์พบว่ากรดยูริกที่เพิ่มสูงขึ้นในเลือด อาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตส หรือน้ำตาลซูโครส (น้ำตาลทราย) มากเกินไป ซึ่งกลไกนี้ช่วยไขคำตอบคนไข้จำนวนมากที่พยายามควบคุมการรับประทานเครื่องในสัตว์และหนังสัตว์ แต่เมื่อตรวจเลือดกลับมีค่ากรดยูริกในเลือดสูงอยู่
       


       น้ำตาลฟรุกโตส หรือน้ำตาลซูโครส ซึ่งมีน้ำตาลฟรุกโตสเป็นส่วนประกอบนี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะสลายน้ำตาลฟรุกโตส โดยหน่วยพลังงานในเซลล์ที่เรียกว่า ATP แล้วจะเกิดเป็น ADP
       
       ปกติ ADP มักถูกนำไปสร้างเป็นหน่วยพลังงาน ATP ใหม่ แต่การมีน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไป จะไปหยุดยั้งการสร้างหน่วยพลังงาน ATP ทำให้ ADP ถูกสลายลงเป็นกรดยูริก
       
       จะเห็นได้ว่ากรดยูริกนี้เกิดจากการสลายของ ATP ซึ่งคือแหล่งให้พลังงานในเซลล์ ทำให้เซลล์นั้นทำงานไม่ดีและแก่ตัวเร็ว และยังเพิ่มกรดยูริกในเลือดอีกด้วย
       
       จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ค้นพบว่า กรดยูริกในเลือดที่สูงขึ้นนี้ จะทำให้หลอดเลือดแดงที่เข้าสู่ไตมีภาวะหนาตัวขึ้น ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงขึ้นได้ ประกอบกับการรับประทานน้ำตาลฟรุกโตสมาก ทำให้ร่างกายมีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น ซึ่งจะเร่งให้เกิดโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ง่าย และเมื่อปล่อยให้เนิ่นนานไป จะทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายโตกว่าปกติ จึงมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่กล้ามเนื้อหัวใจจะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง เมื่อร่วมกับเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบตันจากการมีไขมันในเลือดสูง และเป็นเบาหวาน จึงมีโอกาสที่จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ง่าย
       
       เมื่อพบว่ากรดยูริกในเลือดสูงให้ผลเสียเช่นนี้ ขอแนะนำให้รักษาทันทีที่ตรวจพบโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการปวดเข่าหรือข้อ ด้วยการรับประทานยาเพื่อลดกรดยูริก ควบคุมอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เครื่องในสัตว์ หนังสัตว์ รวมทั้งควบคุมน้ำตาลฟรุกโตสที่อยู่ในรูปของน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ผลไม้ และน้ำตาลทราย แล้วดื่มน้ำให้เพียงพอในการขับกรดยูริกออกทางไต ตลอดจนหมั่นตรวจเช็คเลือดเพื่อหาค่ากรดยูริกในอีก 3 เดือนข้างหน้า
       
       ซึ่งหากคุณสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น ค่ากรดยูริกในเลือดมักจะกลับมาเป็นปกติ
       
       (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 137 พฤษภาคม 2555 โดย ศ.นพ.พิภพ จิรภิญโญ หัวหน้าหน่วยโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th