This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สธ.ญี่ปุ่นสั่งแบน ตับวัวดิบ หลังพบคนกินเสียชีวิต 5 ราย

ตับวัวดิบ หนึ่งในเมนูอาหารชั้นเลิศของญี่ปุ่น

เอเอฟพี - กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นสั่งห้ามภัตตาคารจำหน่ายเมนูตับวัวดิบอย่างไม่มีกำหนด หลังพบผู้บริโภคเสียชีวิต 5 ราย และเจ็บหนักอีก 24 ราย จากการรับประทานตับวัวดิบในเครือร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว
       
       ตับวัวดิบหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เสิร์ฟพร้อมหัวหอมและซอส จะถูกตัดออกจากเมนูร้านอาหารทุกร้านตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป กระทรวงสาธารณสุขเผย
       
       “ถ้าคุณนำตับไปปรุงสุก เนื้อมันจะหยาบ แต่ถ้ากินดิบๆ จะกินง่ายมาก” โยชิโกะ มิกิ วัย 38 ปี ซึ่งรีบเดินทางไปลิ้มลองตับวัวดิบที่ภัตตาคารคินตันในกรุงโตเกียว ก่อนที่กฎหมายแบนตับวัวจะมีผลบังคับ เผย
       
       “ตับวัวของที่นี่รสชาติดีเป็นพิเศษ ดังนั้นเมื่อคิดว่าจะไม่ได้กินมันอีกแล้ว ก็เศร้าเหมือนกันนะ”
       
       จิฮารุ ไซโตะ จากสมาคมนักวิเคราะห์อาหารแห่งญี่ปุ่น กล่าวว่า เนื้อสัตว์ดิบหลายชนิดมีวางขายทั่วไปตามท้องตลาด แต่ตับวัวดูจะได้รับความนิยมมากที่สุด


       
       “หากเรามองว่าเนื้อสัตว์ประเภทใดอาจทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้มากที่สุด ดิฉันเชื่อว่า นั่นคงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลเลือกแบนตับวัว”
       
       “ตับวัวถือว่าเป็นเมนูเด่นของร้านอาหารจำนวนมาก และเมื่อจู่ๆรัฐบาลสั่งห้ามขาย ก็ต้องกระทบต่อยอดขายและผลกำไรอย่างแน่นอน”
       
       ยูอิจิ คามาตะ ผู้จัดการบริษัท เอดจ์ ซึ่งเป็นเจ้าของเครือภัตตาคารคินตัน ระบุว่า ลูกค้าร้อยละ 90 มาที่คินตันเพื่อรับประทานตับวัวดิบ ซึ่งราคาจานละประมาณ 1,800 เยน (ราว 710 บาท) แต่ถึงรัฐบาลจะมีคำสั่งห้ามจำหน่ายแล้ว ก็ยังสรุปไม่ได้ว่ากิจการของคินตันจะย่ำแย่ลงหรือไม่ เพราะภัตตาคารก็กำลังคิดค้นเมนูใหม่ๆเพื่อสนองความต้องการของลูกค้า รวมถึงเมนูที่ใช้ตับวัวปรุงแบบสุกๆ ดิบๆ ด้วย...



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 
www.bloggang.com





วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วงจรปิดส่องเสียว... ล้วงลับ ล่วงละเมิด


มวลอากาศเย็นยะเยือกใต้แสงสลัวเนินไหล่แนบชิด บรรยากาศในรงภาพยนต์ช่างเป็นใจเสียขนาดนี้คงไม่แปลกหากนิยมใช้เป็นสถานที่พลอดรักกันมาแต่ไหนแต่ไร และก็คงมีไม่น้อยที่เผลอปล่อยหัวใจไปตามอารมณ์เสียจนลืมแคร์สายตาในเงามืด 
       
       โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นการแสดงออกถึงความรักความใคร่ในยุคนี้ช่างร้อนแรงยากที่จะควบคุม ยิ่งในเรื่องเซ็กซ์กลับกลายเป็นเรื่องปกติของวัยคะนอง อย่างกรณีภาพเคลื่อนไหวความยาวร่วมสิบนาทีของคู่รักวัยรุ่นที่กำลังมีเพศสัมพันธ์ในโรงหนังธนา ซีนีเพล็กซ์ จ.ราชบุรี หรืออย่างกรณีเปิดม่านรูดสวิงกิ้งของนักเรียนหนุ่มสาว จ.เพชรบุรี ฯลฯ 
       
       ล้วนกลายเป็นกระแสวิพากษ์ที่สังคมกำลังจับตามอง สำหรับเรื่องแรกที่ถูกจับจ้องเป็นพิเศษคือฉากรักที่สะท้อนชัดเจนว่าวัยรุ่นเข้าถึงเซ็กซ์เร็วขึ้น ขณะเดียวกันโรงหนังรวมทั้งพื้นที่สาธารณะก็กลายเป็นสถานที่ปลดเปลื้องอารมณ์ของเยาวชนจำนวนไม่น้อย แน่นอนภาพที่ปรากฎออกมานั้นกำลังบอกท่านผู้ชมทั้งหลายว่า 'เราจับตาดูคุณอยู่'
       
       กล้องวงจรปิดอินฟาเรด ที่ติดตั้งภายในโรงภาพยนตร์อาจเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างที่เอื้อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย แม้ตามหลักการภาพเหล่านี้ถือเป็นความลับของทางบริษัท แต่ใครจะรู้ว่าวันใดวันหนึ่งจะมีมือดีเอาภาพกิริยาลับๆ ของคุณมาเผยแพร่
ในโรงหนังมีเพียง 3 คน
       
       แพร่ภาพโดยผู้ใหญ่ไร้วุฒิภาวะ
       “ตามกฎแล้ว ถ้าพนักงานดูกล้องที่คอยสอดส่องพฤติกรรมบุคคลในโรงภาพยนตร์หรือป้องกันการแอบถ่าย ถ้าเห็นพฤติกรรมลักษณะนี้ projector สามารถวอเรียกพนักงานฝ่ายโรงภาพยนตร์ เข้าไปจัดการได้ทันที แต่ในกรณีนี้ นั่งดูกันเป็นเรื่องสนุกสนาน ดูจากลักษณะแล้วพนักงานฝ่ายโรงภาพยนตร์กับพนักงานที่ดูกล้องน่าจะอยู่ด้วยกันเลยนั่งดูกันสนุกสนาน แถมยังผิดฐานเอาข้อมูลบริษัทมาเผยแพร่อีก ไร้ยางอายทั้งพนักงานที่เห็นเป็นเรื่องสนุกสนาน ไร้ยางอายทั้งเด็กที่ไม่รู้จักกาลเทศะ 
       
        “ส่วนใครที่คิดจะทำอะไรไม่ดีไม่ร้ายในโรงหนังพึงระวังไว้นะ เพราะมีกล้องอินฟาเรด ซูมได้รอบโรงหนัง เห็นทุกการกระทำ ปล. สามีเป็นผู้ช่วย ผจก. บริษัทโรงหนังแห่งหนึ่งค่ะ” ข้อความจาก Login : BEST (BESTZIL) ในเว็บบอร์ดชื่อดัง
       
       ในเรื่องนี้ก็ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวปิดในโรงภาพยนตร์ชั้นนำของประเทศเช่นกันว่า จริงๆ แล้วตามโรงภาพยนตร์นั้นจะติดตั้งกล้องวงจรปิดเอาไว้
       
       ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นความลับห้ามให้ลูกค้าทราบเพราะอาจก่อเกิดความรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว ส่วนวัตถุประสงค์ที่ต้องติดตั้งก็เพื่อป้องกันการแอบถ่ายละเมิดลิขสิทธิ์ แต่พนักงานผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะไม่สามารถเข้าถึงห้องควบคุมกล้องวงจรปิดได้เลย
       
       จะว่าไปในยุคสมัยนี้เรื่องการแอบถ่ายบางทีก็ถูกนำเผยแพร่ด้วยวัตถุประสงค์ทางการค้า อีกอย่างหนึ่งก็มีทั้งกรณีเจ้าตัวสมยอมและไม่ทราบว่าตนถูกละเมิดสิทธิ แต่ถ้าวิเคราะห์กันตามภาพที่ปรากฎดูจะเป็นความคึกคะนองของเด็ก อีกส่วนหนึ่งที่ควรนำตัวมาดำเนินคดีคงเป็นกลุ่มพนักงานชายของโรงภาพยนต์ที่ตกเป็นข่าว เพราะดูเหมือนว่าจะชมภาพ บันทึกเหตุฉาว พร้อมๆกับนำมาเผยแพร่อย่างไร้จิตสำนึก ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสนุกหรือเพื่อนำคลิปภาพมาค้าขายเอากำไร แต่ที่แน่ๆงานนี้เสื่อมเสียกันตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่
       
ภาพมอนิเตอร์ที่ทำการบันทึกจากกล้องวงจรปิดของโรงภาพยนตร์

       กระจกสะท้อนกลับไปที่ครอบครัว
       ถ้าลองพิจารณากันดีๆ แล้ว เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ในที่สาธารณะนั้นมีมานานแล้ว เพียงแต่ว่ายุคสมัยนี้มีเทคโนโลยีอย่างกล้องวงจรปิดเข้ามามากขึ้น จึงกลายเป็นเครื่องมือบันทึกภาพลับเอาไว้ได้ อรพิน สถิรมน อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว
       
        “ในที่สาธารณะจริงๆ มันเป็นทุกยุคทุกสมัย ตามสวนสาธารณะก็จะพบพฤติกรรมแบบนี้อยู่บ้าง เพียงแต่ว่าในยุคนี้อาจจะเจอมากขึ้น อาจจะเห็นเยอะขึ้นมันก็คงค่อยๆ ขึ้นมา ในภาพยนตร์ ละคร หรือสื่อต่างๆ ก็มีความเกี่ยวเนื่องกับเพศมากขึ้น อย่างในวัฒนธรรมเดิมแค่เดินจับมือกันก็ไม่ได้ น่าเกลียด แต่ยุคนี้การจับมือ เดินหอมแก้มในที่สาธารณะก็กลายเป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลไปเสียแล้ว”
       
       จะว่าเทคโนโลยีก็มีส่วนให้คลิปภาพร่วมเพศของเยาวชนให้เห็นกันเรื่อยๆ อีกนัยหนึ่งเด็กในสังคมไทยก็นิยมมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงถ้าย้อนดูสมัยโบราณหนุ่มสาวอายุ 16 -17 ปี ก็แต่งงานกันแล้ว แต่ในสมัยนี้คนคาดหวังให้เด็กใช้ชีวิตในวัยเด็กและวัยรุ่นให้ยาวนานขึ้น ดูได้จากการกำหนดระยะเวลาในการศึกษา
       
       “โดยธรรมชาติความต้องการทางเพศเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมันก็มีแล้ว เพียงแต่ว่าเดิมรูปแบบของสังคมเราช่วยควบคุมได้เพราะว่ามันมีเกณฑ์ อย่างเช่นเป็นผู้หญิงห้ามผู้ชายมาถูกเนื้อต้องตัว เพราะว่าการที่ไม่ถูกเนื้อต้องตัวมันก็เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะอารมณ์ขึ้นมาได้
       
        “แต่ถ้าครอบครัวอบอุ่น เด็กได้ความรักเต็มที่ก็คงไม่ต้องแสวงหาความรักจากภายนอก ถึงแม้ว่าเรื่องความต้องการทางเพศจะเป็นไปตามธรรมชาติเป็นไปตามวัย แต่ถ้าเด็กถูกสอนมีการเรียนรู้ค่านิยมที่ถูกจากพ่อแม่มันก็จะทำตามวัฒนธรรม”
กลุ่มพนักงานของโรงภาพยนตร์ที่มีส่วนรู้เห็นต่อการแอบถ่ายคลิป
       
       การติดตั้งกล้องวงจรปิดในพื้นที่สาธารณะก็ควรแจ้งข้อมูลต่อสาธารณะชนด้วย เพราะมันเป็นนัยหนึ่งที่ช่วยให้คนเคารพกฎเกณฑ์ทางสังคม
       
       โทษทั้งจำทั้งปรับ..กลัวหรือเปล่า?
       คงคลายข้อสงสัยเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิดในโรงภาพยนตร์ไปเปราะหนึ่ง แต่ในเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนตัวบุคคลนั้น ธรรมรักษ์ ศรีธรรม ทนายความ ได้แสดงทัศนะการติดตั้งกล้องฯ บริเวณสถานที่สาธารณะบางทีก็กลายเป็นดาบสองคม แต่สิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่เจตนารมณ์ในการติดตั้งมากกว่า
       
       “การตั้งกล้องวงจรปิดนั้นต้องพิจารณาถึงเจตนา ถ้าติดตั้งด้วยเจตนาที่ดี อย่างในมินิมาร์ทก็ติด เพื่อป้องกันการขโมย สถานที่สาธารณะใครๆ ก็เข้าไปใช้บริการก็ได้ ในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ในโรงหนังมันควรจะบอกว่ามีการติดตั้งกล้อง ทีนี้ใครเข้าไปก็มีการยอมรับ แต่มันก็เป็นสองคมนะ ถ้าคนที่ไม่ประสงค์ดีหวังเข้าไปละเมิดสิทธิก็รู้ล่วงหน้า แต่คนที่บริสุทธิ์ไมได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมายก็ไม่เป็นไร”
       
ภาพการบุกจับกุมวัยรุ่นสวิงกิ้ง

       อย่างไรก็ตาม กรณีคลิปฉาวของเด็กนักเรียนโรงหนังที่นำมาปล่อยสู่สาธารณะนั้น ธรรมรักษ์ อธิบายว่าถ้ามองในแง่กฎหมายผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะมีความผิดกันอย่างถ้วนทั่ว
       
       เริ่มตั้งแต่พ่อแม่ผู้ปกครองที่ปล่อยปะปละเลยลูกหลาน หรือถ้าอยู่ในเวลาเรียนทางครูบาอาจารย์ก็ถือว่ามีความผิดที่ไม่สามารถควบคุมดูแลพวกเขาได้
       
       พนักงานประจำโรงภาพยนตร์ที่ดูจะผิดเต็มๆ ในฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และนำมาเผยแพร่ต่อผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ มีโทษทั้งปรับและจำคุก ซึ่งตรงนี้ก็ต้องดูกันไปถึงทางผู้บริหารโรงภาพยนตร์ด้วยถ้าไม่มีการป้องกันก็ถือว่ามีส่วนผิดด้วย
       
       สำหรับเยาวชนที่ร่วมเพศกันในที่สาธารณะก็มีความผิดข้อหากระทำอนาจาร ต้องโทษปรับเช่นกัน
       
       ส่วนในเรื่องจริยธรรมก็คงไม่ต้องพูดถึงเพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าผิดกันเต็มๆ อยู่แล้ว สุดท้ายไม่แน่ใจเท่าใดนักว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองจะดำเนินการต่อเรื่องนี้อย่างไร...
       

       ….............................
       การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรของวัยรุ่นนั้นเป็นเรื่องยากที่จะห้ามปราม อีกอย่างหนึ่งคนในวัยนี้ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุเป็นช่วงวัยที่อยากรู้อยากลอง กลับกันถ้าเปลี่ยนเป็นการทำความเข้าใจและปลูกผังในเรื่องทัศนคติเรื่องการมีเพศสัมพันธ์อาจเป็นหนทางที่เหมาะสมมากกว่า...

ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 26 มิถุนายน 2555 19:48 น.




วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ผิวหนังอักเสบจากแมลงก้นกระดก




อ.พญ.เพ็ญวดี พัฒนปรีชากุล
       ภาควิชาตจวิทยา
       
       **** ไถ่ถามกันเข้ามาถึงแมลงก้นกระดก ว่า ถ้าพบจะทำอย่างไรดี มีคำตอบให้ค่ะ ****
   แมลงก้นกระดก (Paederus fuscipes) หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ “แมลงน้ำกรด” เป็นแมลงขนาดเล็กประมาณ 7-8 มม.ส่วนหัวมีสีดำ ปีกน้ำเงินเข้มขนาดเล็ก และส่วนท้องมีสีส้ม แมลงชนิดนี้มักจะงอส่วนท้ายเมื่อเกาะอยู่กับพื้น จึงมักเรียกว่า “แมลงก้นกระดก” จัดอยู่ใน Genus Paederus, Family Staphylinidae, Order Coleoptera พบกระจายทั่วโลกมากกว่า 600 สปีชีส์ โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น มักอาศัยบริเวณพงหญ้าที่มีความชื้น ชอบออกมาเล่นไฟและแสงสว่างตามบ้านเรือน โดยเฉพาะจะมีมากในช่วงปลายฤดูฝน
       
       แมลงชนิดนี้จะปล่อยสาร Pederin ออกมาทำลายเนื้อเยื่อผิวหนังของผู้ที่สัมผัสโดน โดยความรุนแรงจะขึ้นกับความเข้มข้นของสาร Pederin ที่สัมผัสโดน ซึ่งอาการจะยังไม่เกิดทันทีที่สัมผัส แต่จะเริ่มเกิดผื่นและอาการแสบ เมื่อผ่านไปประมาณ 24 ชั่วโมง หลังการสัมผัส ต่อมาจะเกิดเป็นผื่นแดงขอบเขตชัดเจน หรือรอยไหม้ลักษณะเป็นทางยาว อันเกิดจากการปัดด้วยมือ บางรายจะเกิดผื่นที่บริเวณซอกรอยพับที่ประกบกัน ร่วมกับตุ่มน้ำพองและตุ่มหนองใน 2-3 วัน ต่อมาผื่นหรือแผลจะตกสะเก็ดและหายเองภายใน 7-10 วัน เมื่อหายแล้วอาจทิ้งรอยดำไว้สักระยะหนึ่ง แต่มักไม่เกิดแผลเป็น นอกจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมที่บริเวณผื่นเดิม ทำให้ผื่นหายช้าลงและอาจลุกลามจนมีโอกาสเกิดแผลเป็นหลังจากผื่นหายแล้วได้ สำหรับในรายที่ผื่นเป็นบริเวณกว้าง อาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดข้อ หรืออาการคลื่นไส้อาเจียนได้ หากเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้ ในบางรายที่มีผื่นที่ใบหน้าและลำคอ อาจเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นงูสวัดได้ ซึ่งแตกต่างกันที่ผื่นจากแมลงก้นกระดกจะไม่มีอาการปวดร้าวตามแนวเส้นประสาทบริเวณตำแหน่งที่เกิดผื่น
       
       เมื่อสัมผัสถูกตัว “แมลงก้นกระดก” แล้ว ให้รีบล้างด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำสบู่ และประคบเย็นในบริเวณที่สัมผัสโดนแมลง สังเกตอาการและการเปลี่ยนแปลงที่ผิวหนัง ถ้าเกิดเพียงรอยแดงเล็กน้อย สามารถหายเองได้ใน 2-3 วัน ไม่จำเป็นต้องทายาใด แต่ถ้าอาการผื่นเป็นมากขึ้น ให้ทาครีมสเตียรอยด์ หรือหากมีตุ่มน้ำพองเป็นบริเวณกว้างหรือแผลไหม้ ควรทำการประคบด้วยน้ำเกลือครั้งละ 5-10 นาที วันละ 3-4 ครั้ง จนแผลแห้ง ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมและยาแอนติฮิสตามีนเพื่อบรรเทาอาการคัน
       
       สำหรับคำแนะนำในการป้องกัน “แมลงก้นกระดก” คือ ไม่ควรจับตัวแมลงมาเล่น หลีกเลี่ยงการปัดหรือบีบตัวแมลงที่มาเกาะตามตัว ควรใช้วิธีเป่าแมลงให้หลุดออกไปเองโดยไม่ต้องจับโดนตัว ก่อนนอนควรปัดที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม ก่อนเพื่อป้องกัน รวมทั้งควรปิดประตูตู้เสื้อผ้า ประตูและหน้าต่างห้องนอนให้มิดชิดทั้งกลางวันและกลางคืน ในช่วงกลางคืนควรเปิดไฟเฉพาะเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะควรปิดไฟห้องนอน เพราะ “แมลงก้นกระดก” มักชอบออกมาเล่นแสงไฟตามบ้านเรือน
       
       -----------------------------------------------------------
       
       พบกับกิจกรรมดีๆ ที่ศิริราช
       
       • เชิญชวนประชาชนร่วมงานสัปดาห์เภสัชกรรม ครั้งที่ 13 พบ กิจกรรมหลากหลาย อาทิ สาธิตการทำอาหารเพื่อสุขภาพ การบรรยายใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัยและถูกวิธี ฯลฯ ระหว่างวันที่ 25-29 มิ.ย.2555 เวลา 09.00-16.00 น.ณ โถงอาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ รพ.ศิริราช
       
       • คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญ
       แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เข้าร่วมประชุมวิชาการนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 150 ปี พระราชสมภพสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี ภายใต้แนวคิด “จากพระราชดำริ สู่สุขภาวะสังคมไทย ด้วยการดูแลเชิงสหสาขาวิชา” ระหว่างวันที่ 17-21 ก.ย.2555 ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม/สมัครผ่าน www.sirirajconference.com และสอบถามได้ที่ โทร.0 2419 7680-1, 08 5111 0728


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 20 มิถุนายน 2555 01:55 น.

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เจาะสัก-มั่วเซ็กซ์ ระวัง..ไวรัสตับอักเสบซี



มีผู้คนมากกว่า 350,000 คน เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี 
       4 ล้านคนของผู้ติดเชื้อ HCV อยู่ในทวีปยุโรป 
       และอีก 4 ล้านคนอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
       1 ใน 12 ของประชากรทั่วโลกติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือซี แบบเรื้อรัง 
       ประเทศไทยพบประมาณร้อยละ 1-5 
       ร้อยละ 5-9 ของผู้ติดเชื้อ HCV 
       อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
       ที่น่ากลัวมากกว่านั้นก็คือ...
       มีการตรวจพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในประเทศไทย...เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 
       Taste ไม่ได้มาขู่หนุ่มสาวที่หลงผิดว่าชีวิตมีไว้ใช้ตักตวงความสุขโดยไม่ต้องดูแล
       แค่ต้องการให้คุณแคร์ชีวิตกันบ้างก็เท่านั้น

รองศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ และรองคณบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และผู้อำนวยการสถาบันโรคระบบทางเดินอาหารและตับ เผยว่าปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี คือ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ติดยาเสพติด รวมถึงติดเชื้อเพราะรับโลหิตที่บริจาคหรือผลิตภัณฑ์เลือดที่ไม่ได้รับการตรวจคัดกรองก่อน, การเจาะหรือการสักซึ่งกำลังเป็นเทรนด์แฟชั่นของกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วย


       แม้ไวรัสตับอักเสบจะไม่ได้ติดต่อกันอย่างง่ายดายผ่านการมีเพศสัมพันธ์ แต่พฤติกรรมทางเพศบางอย่าง อาทิ การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนหรือการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว 
       สำหรับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนมาก มักไม่ได้มีอาการใดๆ ก็ตาม แต่ในบางคน หลังจากติดเชื้อจะแสดงอาการเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงให้เห็นอย่างรวดเร็ว ได้แก่ มีไข้ (มักเป็นเพียงไข้ต่ำๆ) เมื่อยล้า อ่อนเพลีย, เบื่ออาหาร ปวดท้อง,ปัสสาวะมีสีเข้ม ในบางกรณีอาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง, คลื่นไส้และอาเจียน, ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ, สมาธิสั้น, วิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า, อาการปวดข้อ
       ในผู้ป่วยประมาณร้อยละ 80 เชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้พัฒนากลายเป็นแบบเรื้อรัง ซึ่งปกติจะไม่ค่อยแสดงอาการอะไรออกมาให้เห็น อย่างไรก็ตาม ประมาณร้อยละ 20-30 ของผู้ที่ติดเชื้อ HCV จะพัฒนาไปสู่ตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งตับหลังจากมีอาการตับแข็ง ในที่สุด


       ถึงปัจจุบันจะยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันไวรัสตับอักเสบซี แต่การดูแลปฎิบัติตนอย่างถูกต้องก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบแบบเฉียบพลันอย่างรุนแรง อาจต้องเข้ารักษาด้วยยาที่ให้ผลการรักษาได้ดี โดยสามารถกำจัดไวรัสให้หมดไปและไม่กลับเป็นซ้ำอีกหลังหยุดยา คือ การให้ยา 2 ตัวร่วมกัน ประกอบด้วยยาฉีด Pegylated Interferon โดยฉีดสัปดาห์ละครั้ง และยารับประทาน โดยการให้การรักษาเป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ สำหรับไวรัสตับอักเสบซีสายพันธุ์ที่ 2 และ 3 มีโอกาสหายขาดสูงถึงกว่าร้อยละ 80 ในขณะที่สายพันธุ์ที่ 1 และอื่นๆ อาจใช้เวลาประมาณ 48 สัปดาห์ 


       ก่อนคิดจะสัก...ก่อนตัดสินใจจะมั่ว...กลัว “ไวรัสตับอักเสบซี” บ้างก็ดีนะ

FACT!
       <<<โรคตับอักเสบ เป็นภาวะที่เซลล์ตับเกิดการอักเสบ
       <<< เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี
       <<<เป็นไวรัสสองชนิดที่สามารถทำให้เกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง
       <<<และสามารถพัฒนาจนเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว 
       <<<ร้อยละ 80 ของผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีแบบเฉียบพลัน 
       <<<มีโอกาสพัฒนากลายเป็นแบบเรื้อรังได้
       <<<ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี (HCV) แบบเรื้อรังประมาณ 170 ล้านคนทั่วโลก
       <<<ไวรัสตับอักเสบซี แบ่งออกเป็น 6 สายพันธุ์หลัก 
       <<<สายพันธุ์ที่ 1 เป็นสายพันธุ์ที่ยากต่อการรักษาให้หายขาดมากที่สุด และพบบ่อยที่สุด 

  ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
  www.manager.co.th  :   12 มิถุนายน 2555 13:29 น.
  ภาพ : อินเทอร์เน็ต


วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

กาแฟมื้อเที่ยง เพิ่มเสี่ยงเบาหวาน




หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าการถือถ้วยกาแฟเย็น ชาเย็น น้ำผลไม้ปั่น (เติมน้ำเชื่อม) หรือน้ำอัดลมในช่วงพักเที่ยงทำให้คุณดูเป็นสาวทำงานผู้มาดมั่นทันสมัยแล้วล่ะก็ วันนี้เรามีอีกหนึ่งความจริงจะมาบอก นั่นก็คือ แก้วเครื่องดื่มในมือนั้นไม่มีประโยชน์ใด ๆ ต่อร่างกาย แถมจะมีโทษเสียอีกด้วย เพราะมันคือตัวการที่ทำให้คุณเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้นั่นเอง ตรงกันข้ามกับน้ำเปล่าที่นอกจากจะไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานให้กับคุณแล้ว มันยังไม่มีแคลอรี่ ไม่กลายเป็นส่วนเกินให้กับร่างกายของคุณอีกด้วย
       
       ข้อมูลนี้เป็นงานวิจัยส่งตรงจากสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีอัตราการเกิดโรคเบาหวานสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และยังเป็นประเทศที่ผู้หญิงราว 10 เปอร์เซ็นต์ หรือ 12.6 ล้านคนป่วยด้วยโรคเบาหวาน ซึ่งจากการสำรวจวิถีชีวิตของสาว ๆ 82,902 คนในสหรัฐอเมริกานำโดย ดร. Frank Hu พบว่า ในช่วงเวลา 12 ปีที่ผ่านมานี้ มีถึง 2,700 คนจากจำนวน 82,902 คนกลายเป็นผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานไปแล้ว
       
       โดยพฤติกรรมของสาว ๆ เหล่านี้หนีไม่พ้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เป็นประจำ ซึ่งนักวิจัยยังเผยด้วยว่า หากสาว ๆ เหล่านี้เปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มมาเป็นการดื่มน้ำเปล่า ความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานจะลดลง 7 - 8 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
       
       การศึกษาของ ดร. Hu เผยด้วยว่า เครื่องดื่มประเภทชา หรือกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาล หรือสารปรุงแต่งรสหวานนั้นก็อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพได้เช่นกัน แต่สำหรับตัวเลือกที่ดีที่สุดนั้น หนีไม่พ้น "น้ำเปล่า" ที่ไม่มีแคลอรี่ใด ๆ เลยนั่นเอง แต่ถ้าหากน้ำเปล่ามันธรรมดาเกินไป คุณอาจเติมมะนาวฝานเพิ่มความเปรี้ยวนิด ๆ ให้กับตัวเองด้วยก็ได้
       
       งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ใน the American Journal of Clinical Nutrition


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th : 6 มิถุนายน 2555 11:55 น.





วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อภ.แนะวิธีรับประทานยาเมื่อเป็น โรคกรดไหลย้อน

ภาพประกอบจาก Internet
แนะวิธีรับประทานยาเมื่อเป็น “โรคกรดไหลย้อน” อย่างถูกวิธี ขณะเดียวกัน ควรรักษาสุขภาพ ไม่รับประทานอาหารในแต่ละมื้อมากเกินไป หรืออิ่มแล้วนอน งดของทอด รสจัด เลี่ยงน้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม สูบบุหรี่ ดื่มสุรา 
       นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เปิดเผยว่า โรคกรดไหลย้อนเป็นโรคที่เกิดจากภาวะน้ำย่อยในกระเพาะมีฤทธิ์เป็นกรด จะไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร ส่งผลให้มีการระคายเคืองบริเวณลำคอ หรือว่าแสบยอดอก จุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ รวมทั้งบางรายอาจมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้อาเจียน ร่วมด้วย อาการคล้ายๆ กับโรคกระเพาะ ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นโรคกระเพาะ ซึ่งมีสาเหตุมาจากพยาธิสภาพ คือ การทำงานของหูรูดอาหารส่วนล่างที่ต่อจากกระเพาะอาหารมีความผิดปกติ มีลักษณะหย่อนลงไป อาจเกิดเนื่องจากอายุที่มากขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพของหูรูดหย่อนไป ส่งผลให้กรดจากกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร บางรายอาจเกิดจากระดับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หรือมีความสัมพันธ์กับโรคอ้วน โรคเบาหวาน หรือบางรายเกิดจากโรคไส้เลื่อน กระบังลมหย่อน ทำให้เกิดภาวะโรคนี้ขึ้นได้
      
ภาพประกอบจาก Internet
        สำหรับอาการของโรคกรดไหลย้อน ตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วจะมีภาวะเรอเปรี้ยว กรดมีลักษณะขม ทำให้ปากหรือคอรู้สึกขมในบางราย บางรายอาจมีอาการไอเรื้อรัง หรืออาจมีอาการหอบหืดมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวเนื่องมาจากอาการกรดไหลย้อนได้ หากมีอาการดังกล่าวแต่ไม่มาก ควรดูแลพฤติกรรมการบริโภค คือ ไม่ให้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อมากเกินไป ไม่รับประทานอาหารทอด อาหารรสจัด หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา และไม่รับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้วนอนเลย ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกรดไหลย้อนได้มาก ควรจะเว้นระยะอย่างน้อย 3 ชั่วโมงจึงจะเข้านอน ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ รักษาระดับน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนจนเกินไป พักผ่อนมากๆ ไม่ให้เครียด หลีกเลี่ยงการรับประทานชา กาแฟ การดื่มสุรา หรือหากมีอาการจุด แสบยอดอก หรือเสียดท้อง เมื่อมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร
     ผอ.อภ.ได้กล่าวถึงยาที่ใช้ในการรักษาโรคกรดไหลย้อน ว่า ยากลุ่มหลักๆ ได้แก่ ยายับยั้งกลุ่มโปรตอนปั๊ม หรือโปรตอนปั๊มอีดิเตอร์ ยาที่ใช้รักษาภาวะกรดไหลย้อนได้ดีที่สุดชื่อโอเมทโทรโซน ขนาด 20 มิลลิกรัม รับประทานวันละ 1-2 ครั้ง ตามแต่อาการของโรค รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ หรืออาจใช้เวลามากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะกรดไหลย้อนมากหรือเป็นมานานอาจต้องปรับเวลาในการรับประทานเป็นระยะๆ ขึ้นอยู่กับอาการที่มี หรืออาจต้องทานต่อเนื่องมากกว่านั้น
      นอกจากยาในกลุ่มนี้แล้ว ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น ยาเม็ดโทรโพทามาย หรือดอมพาลิโดน ซึ่งยาทั้งสองชนิดนี้ จะต้องรับประทานวันละ 3-4 ครั้ง ก่อนอาหาร ½ ชั่วโมง และทานร่วมกับยากลุ่มโปรตอนปั๊ม จะใช้ได้กับยา 2 กลุ่ม ซึ่งจะต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 6-8 สัปดาห์ แม้จะไม่มีอาการแล้ว เนื่องจากโรคนี้มีสาเหตุมาจากพยาธิสภาพที่หลอดอาหาร ไม่เหมือนกับภาวะที่ท้องอืดธรรมดา หรืออาหารไม่ย่อยซึ่งภาวะเช่นนี้เราทานยาตามอาการได้ แต่โรคกรดไหลย้อนเกี่ยวเนื่องกับอวัยวะภายในด้วย ถ้าไปพบแพทย์ก็ต้องไปตามที่แพทย์นัด ทานยาให้ต่อเนื่องไม่เช่นนั้นโรคอาจกลับมาเป็นใหม่ หรือนำไปสู่ภาวะความเสี่ยงอื่นๆ...


ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กรดยูริกสูง เสี่ยงสารพัดโรค

กรดยูริกเป็นของเสียที่ร่างกายต้องขับออกทางปัสสาวะ เกิดจากการแตกสลายของเซลล์ ซึ่งภายในนิวเคลียสของเซลล์จะมีดีเอ็นเอ และภายนอกนิวเครียสจะมีอาร์เอ็นเอ
       
       สารทั้ง 2 นี้ จะถูกสลายเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อนำไปสร้างเซลล์ของเนื้อเยื่อใหม่ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ใหญ่วัย 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะมีการสร้างเซลล์หรือเนื้อเยื่อใหม่น้อยลง ส่วนประกอบเล็กๆ เหล่านี้จึงถูกสลายเป็นกรดยูริก ซึ่งถ้าขับถ่ายออกไม่ทันก็จะทำให้กรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงได้ง่าย
       
       เห็นได้ชัดเมื่อเจาะเลือด ค่าของกรดยูริกจะมากกว่า 7 มก./ดล.ซึ่งคนไข้บางรายอาจมีอาการปวดข้อปวดกระดูก ในเบื้องต้นแพทย์ส่วนใหญ่มักให้ยาลดระดับกรดยูริกลง โดยแนะนำให้ควบคุมการรับประทานอาหารประเภทสัตว์ปีก เช่น เนื้อไก่ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง หากแต่การรับประทานหนังสัตว์และเครื่องในสัตว์ต่างๆ จะทำให้เกิดกรดยูริกและโคเลสเตอรอลในเลือดสูง
       
       ว่ากันว่า การที่มีกรดยูริกในเลือดสูงโดยไม่มีอาการ ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการข้ออักเสบเฉียบพลัน หรือเรียกว่า “โรคเกาต์” เพศชายเริ่มเป็นเมื่ออายุ 40 ปี ส่วนเพศหญิงมักจะเริ่มเป็นอายุ 55 ปี ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะกลับเป็นข้ออักเสบซ้ำๆ และมีการสะสมของกรดยูริกตามข้อ จนทำให้เกิดเป็นปุ่มเป็นก้อนขึ้นที่ผิวหนัง ระยะนี้เรียกว่า “โรคเกาต์ ระยะมีโทไพเรื้อรัง”
       
       ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ความรู้เรื่องกรดยูริกเปลี่ยนไปมาก รวมทั้งในวงการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์พบว่ากรดยูริกที่เพิ่มสูงขึ้นในเลือด อาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลฟรุกโตส หรือน้ำตาลซูโครส (น้ำตาลทราย) มากเกินไป ซึ่งกลไกนี้ช่วยไขคำตอบคนไข้จำนวนมากที่พยายามควบคุมการรับประทานเครื่องในสัตว์และหนังสัตว์ แต่เมื่อตรวจเลือดกลับมีค่ากรดยูริกในเลือดสูงอยู่
       


       น้ำตาลฟรุกโตส หรือน้ำตาลซูโครส ซึ่งมีน้ำตาลฟรุกโตสเป็นส่วนประกอบนี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะสลายน้ำตาลฟรุกโตส โดยหน่วยพลังงานในเซลล์ที่เรียกว่า ATP แล้วจะเกิดเป็น ADP
       
       ปกติ ADP มักถูกนำไปสร้างเป็นหน่วยพลังงาน ATP ใหม่ แต่การมีน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไป จะไปหยุดยั้งการสร้างหน่วยพลังงาน ATP ทำให้ ADP ถูกสลายลงเป็นกรดยูริก
       
       จะเห็นได้ว่ากรดยูริกนี้เกิดจากการสลายของ ATP ซึ่งคือแหล่งให้พลังงานในเซลล์ ทำให้เซลล์นั้นทำงานไม่ดีและแก่ตัวเร็ว และยังเพิ่มกรดยูริกในเลือดอีกด้วย
       
       จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ค้นพบว่า กรดยูริกในเลือดที่สูงขึ้นนี้ จะทำให้หลอดเลือดแดงที่เข้าสู่ไตมีภาวะหนาตัวขึ้น ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงขึ้นได้ ประกอบกับการรับประทานน้ำตาลฟรุกโตสมาก ทำให้ร่างกายมีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น ซึ่งจะเร่งให้เกิดโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ง่าย และเมื่อปล่อยให้เนิ่นนานไป จะทำให้หัวใจห้องล่างซ้ายโตกว่าปกติ จึงมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่กล้ามเนื้อหัวใจจะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง เมื่อร่วมกับเส้นเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบตันจากการมีไขมันในเลือดสูง และเป็นเบาหวาน จึงมีโอกาสที่จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายได้ง่าย
       
       เมื่อพบว่ากรดยูริกในเลือดสูงให้ผลเสียเช่นนี้ ขอแนะนำให้รักษาทันทีที่ตรวจพบโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการปวดเข่าหรือข้อ ด้วยการรับประทานยาเพื่อลดกรดยูริก ควบคุมอาหารที่มีกรดยูริกสูง เช่น เครื่องในสัตว์ หนังสัตว์ รวมทั้งควบคุมน้ำตาลฟรุกโตสที่อยู่ในรูปของน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ผลไม้ และน้ำตาลทราย แล้วดื่มน้ำให้เพียงพอในการขับกรดยูริกออกทางไต ตลอดจนหมั่นตรวจเช็คเลือดเพื่อหาค่ากรดยูริกในอีก 3 เดือนข้างหน้า
       
       ซึ่งหากคุณสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น ค่ากรดยูริกในเลือดมักจะกลับมาเป็นปกติ
       
       (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 137 พฤษภาคม 2555 โดย ศ.นพ.พิภพ จิรภิญโญ หัวหน้าหน่วยโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)



ขอขอบคุณที่มาของภาพและบทความ:
www.manager.co.th